เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังขุนคลังสหรัฐหนุนค่าเงินเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

25 ม.ค. 2561 | 17:53น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.50/52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (24/1) ที่ระดับ 31.57/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผย ยอดขายบ้านมือสองปรับตัวลดลงในเดือนธันวาคมมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะขาดแคลนบ้านในตลาดส่งผลให้ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาด ทั้งนี้ ยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 3.6% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.57 ล้านยูนิต โดยลดลงทุกภูมิภาค ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะลดลง 2.2% สู่ระดับ 5.70 ล้านยูนิตในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ดี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.1% สู่ระดับ 5.51 ล้านยูนิตในปี 2560 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 ในส่วนของสต็อกบ้านในตลาดลดลง 11.4% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.48 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2542 เมื่อเทียบรายปี สต็อกบ้านได้ปรับตัวลง 10.3% ในเดือน ธ.ค. โดยลดลงเป็นเดือนที่ 31 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 246,800 ดอลลาร์ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 70 ติดต่อกันเมื่อพิจารณาทั้งปี 2560 ราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 5.8% โดยปรับตัวขึ้นเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน

นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในวันี้ หลังจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้กล่วในการแถลงข่าวในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอสเมื่อวานนี้ว่า การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะนี้ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ นายมนูชินกล่าวในการแถลงข่าวในการประชุม WEF ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวานนี้ สหรัฐเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจ และการที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะนี้ ก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ส่งออกของอเมริกา ทั้งนี้ นายมนูชินกล่าวว่า สหรัฐให้การสนับสนุนการค้าที่เสรี และเป็นธรรม และเสริมว่าการขยายตัวที่แข็งแกร่งของสหรัฐจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและไม่ขัดแย้งกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 31.35-31.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.45/31.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (25/1) เปิดตลาดที่ระดับ 1.2395/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (24/1) ที่ระดับ 1.2365/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนักลงทุนในตลาดการเงินจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า คณะกรรมการบริหารของ ECB จะยังไม่เปิดเผยกรอบเวลาที่ชัดเจนในการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์อีกหลายรายคาดว่า การถอนมาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนในการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% ขณะเดียวกัน ECB ประกาศคงวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือนจนถึงสิ้นปีนี้ และลดลงสู่ระดับ 3 หมื่นล้านยูโร/เดือน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือน ม.ค.จนถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.2395-1.2455 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2419/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (25/1) เปิดตลาดที่ระดับ 109.37/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (24/1) ที่ระดับ 109.46/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากขุนคลังสหรัฐสนับสนุนการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนในวันนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 108.78-109.04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 109.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (26/1) สต็อกสินค้าคลังภาคค้าส่งเดือนธันวาคม (26/1) ยอดขายบ้านใหม่เดือนธันวาคม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธันวาคม (26/1) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4/2560 (27/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.6/-1.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศ อยู่ที่ -4.13/-3.63 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ