เหล้านอกกระเตื้อง “เพอร์นอตฯ” เดินหน้าดัน “รอยัล สแต็ก” ชิงตลาดกลาง-ล่าง โฟกัสช่องทางใหญ่เทรดิชันนอลเทรด ก่อนหั่นราคาไวน์-แชมเปญลงกว่าครึ่ง รับฐานภาษีใหม่
นายเควนติน จ็อบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสุรานำเข้าปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยกลุ่มเหล้าซูเปอร์พรีเมี่ยม และพรีเมี่ยมจะทรงตัวหรือเติบโตเพียง 1-2% ขณะที่กลุ่มสแตนดาร์ดยังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มของเหล้าที่ราคาต่ำกว่า 300 บาท จะช่วยไดรฟ์การเติบโตให้กับตลาดเหล้านำเข้าปีนี้ และจะมีผู้เล่นที่เข้ามาแข่งขันในเซ็กเมนต์ดังกล่าวมากขึ้น โดยบริษัทเองได้ส่งแบรนด์รอยัล สแต็ก (Royal Stag) เข้าไปแข่งขันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
โดยทิศทางในปีนี้จะผลักดันให้ รอยัล สแต็ก เป็นตัวหลักในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มกลาง-ล่าง หลังจากลอนช์สินค้ามานานกว่า 4-5 เดือน โดยจะเดินหน้าเพิ่มช่องทางขาย กระจายสินค้าให้ทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางเทรดิชันนอลเทรดที่เป็นสัดส่วนกว่า 75% ของตลาดเหล้าราคาต่ำกว่า 300 บาท ด้วยการตั้งทีมช่วยกระจาย ทำงานร่วมกับยี่ปั๊วกว่า 150 ราย
พร้อมกับเพิ่มโอกาสขายในช่องทางโมเดิร์นเทรด ล่าสุดได้เพิ่มไซซ์ 1 ลิตรเข้าไปขาย เสริมจากไซซ์ 700 มิลลิลิตรที่วางขายอยู่แล้วในเซเว่นอีเลฟเว่น ควบคู่กับการกลับมาลงทุนในแบรนด์ฮันเดรด ไพเพอร์ส รวมทั้งกลุ่มเหล้าราคาสูงทั้ง ชีวาส รีกัล, เจมสัน ไอริช วิสกี้ ฯลฯ
บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรักษาช่องทางที่มีอยู่และเพิ่มช่องทางขายใหม่ ๆ ควบคู่กับทำแบรนดิ้งให้แข็งแรง หลังจากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งในช่องทางโมเดิร์นเทรดมากขึ้นในหลายเซ็กเมนต์ ทั้งวอดก้า, ซิงเกิ้ลมอลต์, สแตนดาร์ดสก็อต
ขณะที่ตลาดกลางคืนก็ได้ลูกค้าใหม่เพิ่ม ทำให้ยอดขายในปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 20% สำหรับตลาดเหล้าสีในประเทศไทย หากแบ่งเป็น 2 เซ็กเมนต์ใหญ่ จะพบว่ากลุ่มที่มีราคาต่ำกว่า 300 บาท มีจำนวน 26 ล้านลัง มี 2 แบรนด์โลคอล อย่างหงส์ทอง และเบลนด์ 285 เป็นผู้เล่นหลักในตลาด แม้มีการเติบโตทรงตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดดังกล่าวได้
เนื่องจากสินค้ามีให้เลือกน้อยและคู่แข่งเองยังไม่มีโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มแมสได้ดีพอ โดยอาศัยจุดแข็งในการเป็นสินค้านำเข้า ราคาคุ้มค่า โดยรอยัล สแต็กตั้งเป้ายอดขายในปีแรก 1 ล้านลัง ขณะที่กลุ่มที่มีราคาสูงกว่า 300 บาท ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์เหล้านำเข้า มีจำนวน 1.7 ล้านลัง
นายเควนตินกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในปลายปีที่ผ่านมา กลุ่มเหล้านอกไม่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างดังกล่าวมากนัก โดยสินค้าปกติในกลุ่มวิสกี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาจากเดิม ส่วนกลุ่มไวน์และแชมเปญได้ปรับราคาลดลงกว่า 50% เช่น ไวน์ Jacob”s Creek Double Barrel เดิมราคา 1,750 บาท ปรับลงเหลือ 949 บาท ไวน์ Brancott Estate Letter Series “B” เดิมราคา 2,499 บาท ปรับลงเหลือ 999 บาท แชมเปญ G.H. Mumm จากเดิมราคา 4,111 บาท ปรับลงเหลือ 2,599 บาท เป็นต้น
“อย่างไรก็ตาม การคิดภาษีจากราคาขายหน้าเชลฟ์ช่วยให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ถือว่าภาครัฐมาถูกทาง แต่เหล้านำเข้าก็ยังต้องจ่ายภาษีสูงกว่าผู้ผลิตในไทยอยู่มาก”