เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หุ้นแพงไปไหม ? จะลงทุนยังไงดี

31 ม.ค. 2561 | 18:30น.

คอลัมน์ จับช่องลงทุน

โดย พูนพิชญา ปัณฑิตานนท์ ที่ปรึกษาการลงทุน ทิสโก้ เวลธ์

มาถึงเวลานี้นักลงทุนหลายท่านคงมีความรู้สึกว่าราคาหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มแพง ซึ่งเมื่อย้อนดูดัชนีสำคัญทั่วโลกก็ต่างปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็น S&P 500 ที่แตะระดับ 2,800 จุด หุ้นไทยที่ทะลุ 1,800 จุดไปแล้ว หรือดัชนี Hangseng ของฮ่องกงที่ทำ all time high ทะลุ 3 หมื่นจุด

หากนักลงทุนได้ติดตามกองทุนที่เราได้เคยแนะนำไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นเศรษฐกิจใหม่ของจีน (sector IT) กองทุนหุ้นไทย ตลอดจนกองทุนกลุ่ม North Asia ซึ่งท่านที่ได้ลงทุนในกองทุนเหล่านี้คงมีกำไรอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม ในสภาวะแบบนี้นักลงทุนอาจรู้สึกว่าตลาดหุ้นที่เคยลงทุนเริ่มแพงเกินไป ดูมี upside น้อยเกินที่จะนำเงินก้อนใหม่ไปลงทุน ครั้นจะลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ ต่างประเทศก็ไม่วายที่จะมีความเสี่ยงจาก yield พันธบัตร ที่จะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรในตลาดรองปรับตัวลดลงได้ ผู้เขียนจึงอยากใช้โอกาสนี้ในการแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเบื้องต้นในภาวะที่ตลาดหุ้นเริ่มแพง ดังนี้

1.rebalance asset allocation ของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากในปีที่ผ่านมานักลงทุนอาจได้รับกำไรจากหุ้นมาค่อนข้างมาก ทำให้สินทรัพย์ประเภทหุ้นมีมูลค่าเพิ่ม เพราะราคาตลาดที่สูงขึ้น สัดส่วนการถือครองหุ้นจึงสูงกว่าสัดส่วนเดิม (ที่เคยทำ asset allocation ไว้) โดยอาจใช้ช่วงเวลานี้ในการเกลี่ยขายทำกำไรส่วนเกินมาเข้าตราสารหนี้ในประเทศระยะสั้น ๆ หรือเงินฝากที่มีความเสี่ยงต่ำ

ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นปี 2560 มีหุ้นอยู่ 60,000 บาท ตราสารหนี้ 40,000 บาท ผ่านไปปลายปี 2560 มูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 70,800 บาท ส่วนตราสารหนี้เพิ่มเป็น 41,200 บาท ทำให้สัดส่วนจากเดิม หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% เป็น 63% และ 37% แนะนำให้ขายทำกำไรหุ้น 3% ส่วนเกินออกมาเข้าตราสารหนี้ กลยุทธ์นี้ไม่ใช่การลดสัดส่วนอันจะเป็นการลดความเสี่ยงของพอร์ตลง เพียงแต่ตรึงสัดส่วนการลงทุนให้คงนโยบายเดิม ซึ่งจะทำให้นักลงทุนไม่ต้องรับความเสี่ยงมากเกินที่ตั้งใจ ทั้งนี้ เรายังไม่ได้แนะนำให้ปรับลดสัดส่วนการถือตราสารทุนลง เนื่องจากเรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นยังจะมีผลตอบแทนที่ดีในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

2.ซื้อหุ้นกลุ่มประเทศหรือหมวดอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มทำกำไรได้มากกว่าเข้ามาแทนประเทศหรือหมวดที่มี upside น้อยกว่า กล่าวคือ ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่หุ้นขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมบางกลุ่มและกองทุนหุ้นที่ล้อดัชนีหลักของหลายประเทศปรับตัวขึ้นมาก ในขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมก็ถูกเพิกเฉย ตัวอย่างเช่น นักลงทุนเริ่มไม่สนใจอุตสาหกรรมกลุ่ม consumer staple (สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นทั่ว ๆ ไป) ในขณะที่หุ้นกลุ่ม IT หรือ e-Commerce ไม่ว่าจะค่ายจีน หรือค่ายสหรัฐ ก็ต่าง outperform ตลาดด้วยกันทั้งคู่ ด้วยความที่มีการเติบโตที่โดดเด่น

แต่เราก็มิได้หมายความว่าถึงเวลาที่จะกลับไปลงทุนกลุ่ม consumer, กลุ่ม infrastructure หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกต่ำ ๆ เนื่องจากยังมองว่าครึ่งปีแรกนี้ยังเป็นปีที่ตลาดหุ้นยังดีต่อเนื่อง กลุ่มอุตสาหกรรมที่เราเชื่อว่าจะโดดเด่นในช่วงครึ่งปีนี้ จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการที่โลกจะฟื้นตัวแบบ broad base recovery หรือการฟื้นตัวในหลายภาคส่วน ซึ่งหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน พลังงาน ตลอดจนวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ เริ่มกลับมาโดดเด่นในช่วงปลายปี ที่ผ่านมานี้ และน่าจะยังคง outperform ในช่วงครึ่งแรกของปี

โดยนอกจากกองทุนรวมกลุ่มการเงินสหรัฐ ที่ทาง TISCO ESU ยกให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจแล้ว ยังมีการลงทุนอีกลักษณะหนึ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาด้วยเช่นกัน คือ กองทุน Active Fund และ Mid/Small ที่เน้นการเลือกหุ้นโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ทั้งนี้ กองทุน Active Fund ดังกล่าวควรเป็นกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้ประโยชน์ จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น เช่น หากยังชอบหุ้นไทย หุ้น North Asia หรือประเทศผู้ส่งออกปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ใน Asia Pacific ที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ก็อาจมองหากองทุน Active Fund ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่มีผลตอบแทนกองทุนโดดเด่นกว่าดัชนี

สรุป เรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี แต่หุ้นจะสลับกลุ่มขึ้น นักลงทุนอาจใช้จังหวะนี้ขายทำกำไร “บางส่วน” จากกองทุนหุ้นขนาดใหญ่หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มใกล้เต็มมูลค่าเพื่อปรับสมดุลสัดส่วนของพอร์ต และสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นที่ถืออยู่มายังกองทุนหุ้นกลุ่ม Mid/Small หรือ Active Fund ที่เน้นการคัดเลือกหุ้นแบบ bottom up อย่างไรก็ดี นักลงทุนแต่ละท่านอาจมีระดับความเสี่ยงที่รับได้และพอร์ตการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ผู้เขียนจึงแนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยตรงครับ

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน การเงิน หุ้น