สมรภูมิการแข่งขันในธุรกิจมือถือยังเป็นการแข่งขันของ 3 ค่ายหลัก เอไอเอส ทรู และ ดีแทค แม้กระบวนการควบรวมธุรกิจ “ทรู-ดีแทค” จะเสร็จต้นปีหน้าหรือเมื่อไรก็ตาม แต่ 1 ในเงื่อนไขของ “กสทช.” ที่ระบุชัดคือยังต้องคงแบรนด์ไว้ตามเดิม ซึ่งการคงอยู่ของแบรนด์จะมีผลต่อการแข่งขันแค่ไหนคงต้องรอดูกันต่อไป
ในงาน Huawei Global Mobile Broadband Forum (MBBF) 2022 ปลาย ต.ค. ได้เชิญผู้บริหาร 2 ค่ายมือถือ “เอไอเอส” และ “กลุ่มทรู” มาแบ่งปันประสบการณ์ในการให้บริการ 5G, แชร์ยูสเคส และมุมมองต่ออนาคต
ปูพรม 5G อัพสปีดธุรกิจ
“ศรัณย์ ผโลประการ” หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มลูกค้าทั่วไป บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งหลายอยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีจาก 4G ไป 5G แล้วจะไปสู่ 5.5G หรือ 5G advance ไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการใช้ 5G ซึ่งลงทุนค่อนข้างมากทำให้ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เกิดรายได้กลับมา และว่าเทคโนโลยี 5G มีพลังปลดปล่อยศักยภาพของภาคธุรกิจได้ 1.ความเร็ว 2.ความหน่วงต่ำ และ 3.ใช้พลังงานน้อย แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ดี
อย่างไรก็ตาม โอเปอเรเตอร์แต่ละรายยังไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ 5G ได้ทั้งหมดในทันที แม้เทคโนโลยีจะพร้อมเพราะต้องไปตั้งค่าตั้งต้นที่ระดับเน็ตเวิร์ก เพื่อให้เครือข่ายรองรับการทำงานของแอปพลิเคชั่นได้อย่างหลากหลาย
“ตอนที่เริ่มทำ 5G มีโทรศัพท์แค่รุ่นเดียวที่รองรับได้ คือ ไอโฟน 12 ซึ่งราคาค่อนข้างสูงทำให้มีจำนวนผู้ใช้งานไม่มาก กระทั่งเดือนที่แล้ว เริ่มมีมือถือ 5G ราคาต่ำกว่า 500 เหรียญสหรัฐ หลายแบรนด์ออกเครื่องรุ่นพื้นฐานที่รองรับ 5G ได้ ทำให้คนใช้งานกว้างขึ้น อีกส่วนคือการอุดหนุนค่าเครื่องเพื่อให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ทำให้ราคาลงเหลือแค่หลักพันบาท แถมบันเดิลแพ็กเกจเข้าไปทำให้การผลักดันผู้บริโภคให้หันมาใช้ 5G จะเร็วกว่า 4G”
ไมเกรตลูกค้า-ชัตดาวน์ 3G
“ศรัณย์” กล่าวด้วยว่า เทคโนโลยี 5G ต้องการแถบคลื่น (spectrum) มากจึงอาจต้องชัตดาวน์หรือปิดระบบ 3G นำคลื่นกลับไปใช้ใหม่ โดยโอเปอเรเตอร์ต้องหาวิธีสนับสนุนบริการด้านเสียง (voice) เพราะยังมีลูกค้าอีกมากที่ยังใช้เครื่อง และการโทร.แบบเดิม
“การนำคลื่นเดิมกลับไปใช้ใหม่ได้ต้องมีการย้ายลูกค้า (migrate) ไม่ว่าจะเป็นจาก 4G ไป 5G หรือในอนาคตเป็น 5.5G ที่ต้องมีการปรับปรุงเน็ตเวิร์กใหม่ทั้งหมด”
ปัจจุบันลูกค้าเอไอเอสยังใช้บริการ 3G คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งการปิดสัญญาณ 3G จะเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่มีคนใช้แล้ว
“ถ้าเหลือผู้ใช้สักแสนราย เราก็จะยื่นข้อเสนอไปยังลูกค้าให้เปลี่ยนเครื่อง เพื่อเตรียมไปสู่การปิดสัญญาณ 3G คาดว่า ไม่เกิน 2 ปีจากนี้ การปิด 3G ทำให้มีแถบคลื่นเพิ่ม เพื่อสนับสนุน 5G ไม่ว่าจะเป็น 1.8GHz 2.1Ghz และ 2.3 GHz รวมถึงการนำ C band ที่ 3.5 GHz มาใช้สำหรับ 5G โดยเฉพาะ การนำคลื่นกลับมาใช้ใหม่ทำให้มีสเปกตรัมเพิ่มขึ้น แต่อุปกรณ์เก่าต้องมีการอัพเกรดทั้งหมด”
ส่วน 5G advance หรือ 5.5G จะมีความเร็วสูงขึ้นไปอีก ขณะที่มีความหน่วงต่ำมากจึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี “โฮโลแกรม” (ภาพเคลื่อนไหว 3 มิติเสมือนจริง) โดยเฉพาะการสื่อสารของอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ ได้พร้อมกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องปรับปรุงโครงข่ายให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น ลดต้นทุนการบำรุงรักษาที่เดิมต้องใช้ “คน”
“การปรับปรุงเน็ตเวิร์กจะส่งผลต่อการเพิ่มประสบการณ์ให้ผู้ใช้โดยตรง ซึ่งต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญสร้างโซลูชั่นใหม่ให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ โอเปอเรเตอร์เป็นผู้ให้แถบคลื่น ดีไวซ์ ส่วนกระบวนการย้ายลูกค้าให้ไปใช้ 5G หรือ 5.5G น่าจะได้เห็นใน 3 ปีนับจากนี้”
ต่อจิ๊กซอว์ระบบนิเวศ 5G
ด้าน “ฐานพล มานะวุฒิเวช” หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม (ร่วม) ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มองการเติบโตของ 5G ในประเทศไทยว่าอยู่ที่ความพร้อมของระบบนิเวศต่าง ๆ หากพิจารณาการเติบโตของ 3G, 4G เทียบ 5G ถือว่า 5G รวดเร็วกว่า โดยปีแรก และปีที่สองของ 4G ฐานคนใช้โตขึ้นมาได้จาก 1.47 แสนคน มาเป็น 1 ล้านคน หรือ 4.7 เท่า แต่ 5G ก้าวกระโดดจาก 8 แสนคน เป็น 5 ล้านคน และในสิ้นปีนี้จะมีกว่า 10 ล้านคน
การเคลื่อนย้ายลูกค้าไป 5G จะทำได้สำเร็จ ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน 5 ด้าน 1.เครือข่าย 2.อุปกรณ์ 3.พันธมิตร 4.การกำกับดูแล และ 5.การนำไปใช้จริง (use case)
“ความพร้อมของระบบนิเวศสำคัญมาก ตั้งแต่กฎระเบียบภาครัฐ, การขยายเครือข่าย, ดีไวซ์, การสนับสนุนให้ ลูกค้ามีโอกาสได้ใช้งาน ทั้งกลุ่มที่มีรายได้น้อยไปจนถึงที่กำลังซื้อสูงให้เข้าถึง 5G ได้ และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้จริง เรามีคลื่นถึง 7 band รองรับการปรับใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมให้เหมาะกับลูกค้า”
ผุดบริการตอบโจทย์ลูกค้า
“ฐานพล” กล่าวด้วยว่า ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจ มีการนำเทคโนโลยี 5G ไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา การเกษตร การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และเมืองอัจฉริยะ ซึ่งสิ่งที่ลูกค้าองค์กร หรือบีทูบี ต้องการไม่ต่างไปจากฝั่งผู้บริโภคทั่วไป หรือ C2C คือเน็ตเวิร์กที่แข็งแกร่ง ความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ และเชื่อถือได้ ส่วนการนำมาปรับใช้ ฝั่งผู้บริโภคต้องการการสตรีมมิ่งแบบเอชดี หรือคลาวด์เกมมิ่ง ขณะที่ฝั่งธุรกิจต้องการแอปพลิเคชั่นที่ตอบสนองการใช้งาน ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม ในฐานะผู้ให้บริการจึงต้องการพาร์ตเนอร์ที่จะทำงานร่วมกัน
ยกตัวอย่างการร่วมมือที่เกิดขึ้น ได้แก่ กับ รพ.ศิริราช สวทช. และหัวเว่ย ในการนำ edge computing มาใช้เก็บข้อมูลวิเคราะห์ทางการแพทย์ รวมถึงการทำรถฉุกเฉินอัจฉริยะ (smart ambulance) รถส่งยาอัตโนมัติ (unmanned vehicle) เพื่อให้บุคลากรในโรงพยาบาลสามารถโฟกัสกับการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องมาทำงานซ้ำซากจำเจบางอย่าง เช่น การส่งยาระหว่างตึก หรือที่ร่วมกับสถานีกลางบางซื่อ สร้างระบบความปลอดภัย และรถเข็นอัตโนมัติ
“ทั้งสองยูสเคสที่นำมายกตัวอย่าง ไม่ว่าาจะเป็นที่ทำกับโรงพยาบาล หรือสถานีกลางบางซื่อ ชัดเจนว่า ถ้าเราอยากจะไปเร็ว จะต้องไปด้วยกัน และเราอยากไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงยินดีอ้าแขนต้อนรับทุกคนให้มาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเรา เพื่อให้เราทำให้ 5G เดินทางไปให้ไวที่สุด”