เอ็กโก้ ทรานฟอร์มธุรกิจพลังงาน รุกลงทุนพลังงานสะอาด ไฮโดรเจน เทคโนโลยี CCUS กักเก็บก๊าซคาร์บอน เร่งหาพาร์ตเนอร์ลงทุน ตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 30% ในปี 2030 ด้านธนาคาร -สผ.อบก.มองสิ่งแวดล้อมท้าทาย นานาชาติเริ่มตั้งเงื่อนไขการค้า ลุยพัฒนาแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน หนุนประเทศเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
วันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป กล่าวในงานสัมมนา “EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ว่า สถานการณ์การปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน 6 เดือนแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.7% จากเศรษฐกิจของประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้นรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ของภาครัฐ ส่วนผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า 42.8 ล้านตัน อุตสาหกรรม 42.6 ล้านตัน ขนส่ง 39.2 ล้านตันและอื่น ๆ 7.2 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นช่วงวิกฤติพลังงาน โดยนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศถึง 92% ราคาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าถึง 70% จากเดิมประเทศไทยสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูก แต่มีการนำมาใช้นานถึง 30-40 ปี ส่งผลให้ปริมาณก๊าซในประเทศลดลง ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ล่าสุด กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างปรับกรอบแผนพลังงานชาติ 2022 โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า EV พลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 50% ภาคพลังงานขนส่งโดยมีคณะทำงาน บอร์ดอีวีมาพิจารณา
ไม่ว่าจะเป็น การช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ลดลงคันละประมาณ 2 แสนบาท เพื่อให้ราคารถอีวีมีราคาเทียบเท่ารถสันดาป โดยพบว่าปีนี้รถอีวีเติบโตที่ 275% จากพันคันเป็นหมื่นคัน ดังนั้น แผนระยะต่อไปคือ ต้องเพิ่มและขยายสถานีชาร์จ สนับสนุนผู้ประกอบการลงทุนด้ายแบตเตอรี่ในประเทศไทย รวมถึงการเพิ่มสถานีชาร์จอีวีทั้งเชิงพาณิชย์ และตามอาคารบ้านเรือน
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลไปพลังงานสะอาด อาจจะต้องใช้เวลา กระทรวงพลังงานจะใช้มาตรการ ลดการปล่อยคาร์บอนในการผลิตไฟฟ้า เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 6,000 เมกะวัตต์ ใน 20 ปี อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ โซลาฟาร์ม พลังงานลม พลังงานขยะ เชื้อเพลิงชีวมวล ชีวภาพ เป็นต้น
ที่สำคัญ ยังมีเทคโนโลยี CCUS หรือการกักเก็บคาร์บอน มาใช้ประโยชน์ โดยขณะนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.เริ่มเก็บก๊าซคาร์บอนในแท่นขุดเจาะก๊าซปิโตรเลียม และน้ำมันในอ่าวไทย คือ แท่นอาทิตย์รวมถึง มาบตาพุด โดยร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรบริหารก๊าซเรือนกระจก ในการทำ ไฮโดรเจน
“ถ้าเราปล่อยกันไว้อย่างนี้ปล่อยไปจนถึง 2050 จะเกิดความท้าทายมาก แค่เฉพาะอาเซียน ใช้ยิ่งใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ส่วนของไทยหากประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย การใช้พลังงานหมุนเวียนปัจจุบันถือว่าสัดส่วนน้อยมาก 23-24% ถ้ารัฐบาลไม่ออกนโยบายอะไรเลยก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปสู่เป้าหมาย จะเห็นว่า ญี่ปุ่น มีนโยบาย กรีน พลังงานจากยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไฮโดรเจน ที่ต้องเริ่มต้นการทำวิจัย R&D โดยรัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มถึง 2 ล้านล้านเยน ในการปรับปรุงระบบในระยะแรก ส่วนระยะที่ 3 จะให้เอกชนดำเนินการเองเต็มรูป ส่วนยุโรปให้เงิน 8.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อปรับระบบโครงสร้างพื้นฐาน นำไปสู่ภาคขนส่งสู่กรีน เช่นกัน”
ปรับตัว ให้สอดรับกับพลังานสะอาด
นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเอ็กโก กรุ๊ป เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลอยากให้เอกชนได้ร่วมผลิตไฟฟ้า ลดการลงทุนจากภาครัฐ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ต้องปรับตัว เพื่อให้สอดรับกับพลังานสะอาด การใช้เทคโนโลยี และการหาพาร์ตเนอร์
โดยบริษัทมีแผน Carbon neutral roadmap การผลิตพลังงานสีเขียวตั้งแต่ 20 ปีที่เเล้ว เริ่มเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าสีเขียว และขยายพอร์ทลงทุนเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ จนปัจจุบันมีทั้งโซลาร์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ ลม หรือแม้แต่ไฮโดรเจน เป็นต้น รวมกว่า 1,424 เมกะวัตต์ ที่ได้ลงทุนใน 7 ประเทศ และอีก 1 ประเทศ เป็นโรงไฟฟ้าทั่วไป
ต่อจากนี้จะเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมแต่เพิ่มการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การปล่อยคาร์บอนน้อยลง แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าจากฟอสซิล โดยจะหาพาร์ตเนอร์ที่ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า 33 แห่ง กระจาย 8 ประเทศทั่วโลก เพื่อปรับพอร์ทลงทุนไปสู่พลังงานสะอาด
โดยโรดแมปดังกล่าวนั่นเพื่อเดินหน้าไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 บริษัทเร่งศึกษาแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมทั้งการใช้เชื้อเพลิงในอนาคตอย่างไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
โดยระหว่างทางพลังงานจากฟอสซิลยังจำเป็นเพื่อความมั่นคง แต่บริษัทจะลดความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนลง 10% พร้อมเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 30% ในปี 2030
โดยที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่านการถือหุ้น 17.46% ในเอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ซึ่งมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 61 โครงการ กำลังผลิตรวม 20,439 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 121 โครงการ กำลังผลิต 19,920 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะเข้าประมูลโครงการรัฐอีกกว่า 1,500 เมกะวัตต์ โดยจะเน้นพลังงานแสงอาทิตย์กับแบตเตอรี่
นายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พลังงานสะอาด กำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับสถาบันทางการเงินที่ต้องการเงินลงทุนมหาศาลในการปรับธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ ธนาคารได้มุ่งการลงทุนในโครงการที่เป็นกรีนมากขึ้น โดยจะพบว่า ตั้งแต่ปี 2022-2050 มีความต้องการลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งภาคขนส่ง พลังงาน อุตสาหกรรม และการเกษตร มูลค่าสนับสนุนที่ปีละราว 2 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้นกรุงศรีฯจะเป็นองค์กรที่ช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่บรรลุเป้าหมาย Net Zero
“ธนาคารถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้า ปีที่ผ่านมา กรุงศรีฯได้ตั้งเป้ากระบวนการดำเนินการของจากการวัดการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ การใช้น้ำมัน ใช้ไฟฟ้า และได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนหลังจากรัฐบาล โดยปี 2030 และ Net Zero ปี 2050 ดังนั้น ปี 2030 จะลดสินเชื่อธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเป็นศูนย์ปี 2050 อีกทั้งยังวางวงเงินการปล่อยสินเชื่อธุรกิจส่งเสริมสังคม สิ่งแวดล้อมไว้ที่ 5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท”
ด้านนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวว่า ข้อมูลในปี 2018 พบว่า ประเทศไทย ปล่อยคาร์บอน 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยภาคพลังงานปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม
ขณะที่เป้าหมายของไทยเพื่อไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050
อาจจะต้องมีตัวช่วย คือ เทคโนโลยี CCS และ CCUS เข้ามาช่วย
รวมถึงต้องมีมาตรการ เช่น มีเรื่องของผู้ปล่อยต้องจ่ายหรือรับผิดชอบกับการปล่อยของตนเอง โดยประเทศไทยยังไม่มีเรื่อง โดยยังอยู่ระหว่างทำ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับนานาชาติ และหลายประเทศก็มีภาษีคาร์บอนแล้ว
นอกจากนี้ หน่วยงานที่จะดูแลเรื่องของภาษีคาร์บอน ก็จะมีการตั้งกรมใหม่ มากำกับดูเเล เพราะแต่ละประเทศเริ่มกำหนดคาร์บอนเป็นเงื่อนไขสินค้า เช่น อียูยังมีการกำหนดการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ด้วยว่าสินค้าแต่ละชิ้นมีการปล่อยเท่าไหร่ และเริ่มมีการกำหนดว่าหากเป็นสินค้าที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์สูงจะไม่ซื้อทันที
“มาตรการทางการค้าเริ่มมาแล้ว ขณะที่มาตรการทางการเงินออกมาด้วยจากการประชุม COP ระบุเป้าหมาย Net zero ระดับประเทศบังคับให้ระดับองค์กรต้องปรับตัว โดยองค์กรเองจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายเช่นกัน วันนี้หากองค์กรไหนไม่กำหนดเป้าหมาย จะเจอปัญหาทั้งเรื่องลูกค้า การเข้าถึงเงินทุน หากไม่มีการลดก๊าซเรือนกระจกถือว่าธุรกิจไม่ปลอดภัยและมีความเสี่ยง ก็จะให้ดอกที่แพงหรือไม่ให้กู้ด้วย”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองก็เริ่มที่จะทำคาร์บอนเครดิต จะเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญ ให้ประเทศเปลี่ยนผ่าน อบก.เองก็อยากให้เกิด พยายามอย่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากปล่อยจะต้องจ่าย และนำเอากลไกด้านเศรษฐศาสตร์มาช่วย เพื่อให้ทุกคนขับเคลื่อนไปสู่การทำโปรเจ็กต์ดี ๆ ต่อไป และร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มให้เกิดขึ้น
นายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า สผ.ดูในเรื่องสิ่งแวดล้อมทุกด้าน ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูในภาพใหญ่ของสิ่งแวดล้อมทั้งหมด จากสถานการณ์ปัจจุบัน ยอมรับว่าตอนนี้สิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องในทุกเรื่อง การให้ความสำคัญต้องให้ทุกด้านพร้อม ๆ กัน แต่เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ และเวลา
ดังนั้น 4 ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ขยะน้ำเสีย ขยะบก ขยะทะเล ถัดการดูแลในเรื่องของ PM 2.5 และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พยายามทำให้ประเทศเป็นส่วนหนึ่งไม่ให้อุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
“สิ่งที่เราประสบในปัจจุบัน ไม่ว่าจะภัยธรรมชาติทั้งหลายมาจากรอบข้างและตัวเราเอง เริ่มทวีความน่ากลัวและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามา แต่เราอาจจะไม่กระทบมากนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่ลูกหลานเราในอนาคตจะได้รับ”