เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

MTI กำไร 9 เดือน เกือบ 700 ล้าน โต 11% เบี้ยประกันแตะ 1.2 หมื่นล้าน

19 พ.ย. 2565 | 08:14น.
MTI กำไร 9 เดือน เกือบ 700 ล้าน

MTI กำไร 9 เดือน เกือบ 700 ล้าน

เมืองไทยประกันภัย กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปีนี้ 698 ล้านบาท เติบโต 11% เฉพาะไตรมาส 3/65 เพิ่มขึ้นกว่า 27% แรงหนุนคุมความเสี่ยงรับประกันได้ดี-ค่าเคลมลดลง รุกขายสินค้าประกันสุขภาพ ภาพรวมเบี้ยประกันภัยรับแตะ 12,372 ล้านบาท มีเบี้ยที่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 14.1%

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2565 (ก.ค.-ก.ย.) บริษัทมีผลประกอบการโดยรวมเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยมีกำไรสุทธิ 220.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.01% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรงวด 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) จำนวน 698.62 ล้านบาท เติบโต 11.61% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

ทั้งนี้การเติบโตเป็นผลมาจากการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันภัยได้ดี ประกอบกับอัตราส่วนสินไหมทดแทนที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน ส่งผลให้มีกำไรจากการรับประกันภัยที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานจำนวน 482.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.2%

ขณะที่ภาพรวมเบี้ยประกันภัยรับรวมแตะ 12,372 ล้านบาท เติบโต 11.3% โดยเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้สำหรับปี 65 มีจำนวน 6,318.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% และในส่วนกำไรและรายได้จากการลงทุน มีจำนวน 393.2 ล้านบาท

โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย นอกเหนือจากประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ(Marine Cargo) ประกันอัคคีภัย และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยเล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หัน มาดูแลใส่ใจสุขภาพเพื่อรองรับความเสี่ยงในชีวิตของตนเองและครอบครัวและรองรับสังคมผู้สูงอายุ จึงได้พัฒนาประกันสุขภาพ Health me+ (เฮลท์มีพลัส) เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประกันภัยสุขภาพ ซึ่งให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกด้าน

นางนวลพรรณ กล่าวอีกว่า นับเป็นปีที่ 90 ของเมืองไทยประกันภัย ที่เรายังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจให้องค์กรเข้มแข็ง ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้บริหารและพนักงานทุกคน ภายใต้สถานการณ์ที่กดดันและภาวะวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง

ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนในปีนี้ แต่เรายังคงเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และยังต้องวางแผนรับความท้าทายที่ต้องปรับตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงด้าน เทคโนโลยี รวมถึงการตั้งรับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราเน้นให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่คำนึงถึงมิติของความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ด้วยเช่นกัน”