หวัง เจี้ยน
บิ๊กทุนจีน “หวัง เจี้ยน” อีลอน มัสก์ แห่งเอเชีย นำทัพ BGI เข้าพบ บิ๊กตู่-2 รมว. “อนุทิน-เฉลิมชัย” ปักหมุด Innovation Center for Life Science ผนึก EEC-ปตท. ตั้งศูนย์ตรวจสอบจีโนมิกส์ถอดรหัสพันธุกรรม ป้องกันโรคจากเซลล์ ปั้นฐานข้อมูลระดับโลก ลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็ง-ป้องกันธาลัสซีเมีย ปฏิวัติเทคโนโลยีการแพทย์อนาคต
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการไลฟ์ไซเอนซ์ฮือฮากับการเดินทางมาประเทศไทย ของนายหวัง เจี้ยน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน บริษัท BGI Group ผู้นำด้านจีโนมิกส์ในโลก จนได้รับฉายาว่า “อีลอน มัสก์ แห่งเอเชีย” โดยนายหวัง เจี้ยน ได้เข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และยังเดินสายพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อเนื่องด้วยตัวแทนภาควิชาการทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศิริราช และแพทยสภา
ผู้นำด้านถอดรหัสพันธุกรรม
นายหวัง เจี้ยน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน บริษัท BGI Group ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ฉายภาพจุดเริ่มต้นของธุรกิจ BGI ว่า “เกิดจากโครงการตรวจสอบและถอดรหัสพันธุกรรม (Human Genome Sequencing) มีเป้าหมายด้วยการ ‘รับใช้โลก’ โดยร่วมกับทีมนานาชาติอื่น ๆ เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อประโยชน์ของทุกคน
“ตอนนี้เราพยายามถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อประโยชน์ทางเกษตร สิ่งแวดล้อม และการควบคุมโรคภัยไข้เจ็บในระดับมหภาค ขณะเดียวกัน เราก็ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยบริษัทมีนวัตกรรมและบริการที่เชื่อว่าพัฒนาได้อีก ทำการวิจัยพื้นฐาน BGI จึงมีลักษณะเฉพาะ เพราะเริ่มจากการวิจัยพื้นฐาน ให้การศึกษา และก็มีธุรกิจที่หารายได้ด้วย ที่เอาเงินมาอุดหนุนในการทำวิจัยและเติบโตต่อไป”
โดยแผนงานใหญ่ของ BGI ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลด้านการตรวจสอบถอดรหัสพันธุกรรมของประชากรโลกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายจะตรวจสอบให้ได้ 1% หรือคิดเป็น 1,000 ล้านคนทั่วโลก
เพราะหากรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมมีจำนวนมากและมีความหลากหลาย จะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาแนวทางป้องกันและการรักษาให้เกิดผลทางการแพทย์ที่แม่นยำ หรือที่เรียกว่า precision medical ซึ่งจะสามารถป้องกันและลดจำนวนผู้ป่วยจากโรคที่เป็นอันตรายหลายโรค เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคทางพันธุกรรมอย่างธาลัสซีเมีย และนี่คือเป้าหมายของการเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้
จีบไทยลุย Future Hospital
บริษัท BGI Group มองถึงการสร้างความร่วมมือ International Innovation Center for Life Science ทั้งยังแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยมี BGI College ที่พร้อมที่จะร่วมกับเราในการพัฒนานักศึกษา ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ยังได้มีโอกาสพบกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลศิริราชด้วย
“ประเทศไทยกับจีนถือว่ามีความสัมพันธ์อันดี เราทั้งสองประเทศได้มีการลงนามเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะทำงานร่วมกัน ผมชอบประเทศไทย ประชาชน ผู้คนและวิถีชีวิต สิ่งที่ดีงาม เป็นคนง่าย ๆ ประชากรก็มีจำนวนมากและเป็นมิตรกับประเทศจีน จึงเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจมาไทย การมาครั้งนี้เราไม่ควรจะคิดแต่เรื่องธุรกิจ
เพราะเป้าหมายคือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ช่วยเหลือกันและพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำยุคและสามารถทำกำไรได้ด้วย เพื่อให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้น รัฐบาลไทยก็อยากจะเห็นโครงการต่าง ๆ พัฒนาได้รวดเร็ว คนไทยและคนจีน และ BGI และพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ สามารถสร้างสถานการณ์ที่เป็นวิน-วินได้” นายหวัง เจี้ยน กล่าว
ทั้งนี้จากการหารือกับรัฐบาลไทยก็เข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ และไทยมีเป้าหมายจะพัฒนาสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Wellness Center) กับศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ดังนั้นจึงมองไปถึงการแพทย์ที่เป็นศาสตร์ป้องกันและรักษาสุขภาพ เป็น Future Hospital โดยรัฐบาลไทยได้มอบให้ สำนักงาน EEC และ บมจ.ปตท. เข้ามาดูเรื่องจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นแฟลกชิปของไทยอยู่แล้ว เพื่อพัฒนาสุขภาพคนไทยให้ดีขึ้นในอนาคต
สำหรับ International Innovation Center for Life Science มีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนการตรวจสอบด้านพันธุกรรม (Human Genome Sequencing) ให้คนไทยสัดส่วน 1% เช่นเดียวกับที่ได้เดินทางไปในอีกหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สปป.ลาว, เวียดนาม หรือนอกอาเซียนอย่าง อังกฤษ
โดยนายหวังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบถอดรหัสพันธุกรรมว่า จะช่วยวิเคราะห์ถึงสาเหตุการเกิดโรคต่าง ๆ นับตั้งแต่ระดับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกมุ่งพัฒนา เพื่อวางแนวทางป้องกันโรคหรือเพื่อรักษาได้ให้ตรงกับเซลล์ (Tageted Medicine) ช่วยรักษาโรคที่รุนแรง เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคทางพันธุกรรมอย่าง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หากการตรวจสอบทางพันธุกรรมได้ก่อนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ลงได้
จากปัจจุบันที่ไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ถึง 600,000 คน และมีคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่จะเป็นโรคนี้ประมาณ 51% ของจำนวนประชากร มีการเกิดโรคใหม่ปีละ 20,000-30,000 คน โดยข้อมูลที่เก็บรวบรวมในฐานข้อมูลได้จะเก็บรวบรวมไว้ในประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยและจะไม่มีการเผยแพร่ออกไป
เวฟ 3 ปฏิวัติวิทย์การแพทย์
ผู้บริหาร BGI กล่าวต่อไปอีกว่า ในอดีตการตรวจสอบถอดรหัสพันธุกรรมมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ประมาณ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อคน กระทั่งปี 2003 การพัฒนาเทคโนโลยีจีโนม โดย BGI ซึ่งเป็นบริษัท 1 ใน 2 รายของโลก มีส่วนช่วยทำให้ค่าการตรวจสอบลดลงเหลือ 600-1,000 เหรียญสหรัฐต่อคน (20,000-35,000 บาท/คน) แต่วันนี้บริษัทมีเป้าหมายที่จะ “ต่อยอด” การพัฒนาเทคโนโลยีออกไปอีก เพื่อลดต้นทุนในการตรวจสอบลงเหลือแค่ 100 เหรียญสหรัฐ (3,500-3,600 บาท/คน) เท่านั้น
เช่นเดียวกับโรคธาลัสซีเมีย บริษัทเป็น 1 ใน 2 บริษัทในโลกที่มีเทคโนโลยีที่สามารถรักษาได้ อัตราค่ารักษาลดลงจาก 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทมีเป้าหมายจะลดอัตราค่ารักษาลงให้เหลือไม่เกิน 100,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบมะเร็งจากอุจจาระ หรือ “โคโลเทค” เพื่อนำ DNA ไปวิเคราะห์ความผิดปกติก่อน แล้วจึงนำไปส่องกล้องเพื่อป้องกันโรคมะเร็งด้วย
“การปฏิวัติวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเรื่องจีโนมพันธุกรรม ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญรอบ 3 เวฟใหม่ หลังจาก 200 ปีก่อนเกิดจากการระดมสมองของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยครั้งใหญ่ ก่อนหน้านั้น อเมริกานำมาก่อน ระดมสมองเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากนั้นก็ส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์
และนี่ถือเป็นเวฟที่ 3 แต่ตอนแรกค่าใช้จ่ายแพงมาก ตอนปี 2546 มีการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์สำเร็จครั้งแรก ใช้เงินต่อหัว 100,000 ล้านบาท 20 ปีผ่านไปเหลือประมาณ 200-300 เหรียญสหรัฐ/หัว ซึ่งเราอยากทำให้เหลือ 100 เหรียญสหรัฐต่อหัว” นายหวังกล่าว
ต่อกรณีที่วันที่ 8 มกราคม 2566 รัฐบาลจีนจะเลิกล็อกดาวน์โควิด-19 นั้น นายเจี้ยนกล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจีนช้ากว่าประเทศอื่น แต่ก็จะเปิดประตูประเทศและกลับสู่ประชาคมโลก ซึ่งจากเหตุการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ทำให้เห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การตรวจให้เร็ว ผลิตวัคซีนให้เร็ว และรัฐบาลก็ต้องตอบสนองให้เร็ว เพราะใช้เวลา 2 ปีกว่าวัคซีนจะได้รับการรับรองทางคลินิก เอาไปทดลองในสัตว์กับมนุษย์ใช้เวลากว่า 6 เดือน โดยหวังว่าหากเกิดโรคอุบัติใหม่อีกในอนาคต จะต้องเตรียมพร้อม โดยอยากให้การดำเนินการทุกอย่างรวดเร็วขึ้น
แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ 7-8 ปี BGI Group ได้มีการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งมีพันธมิตรเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ อาทิ รพ.ธนบุรีกรุ๊ป BDMS ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดูแลผู้ป่วยระดับไฮเอนด์ โดยสิ่งที่ดำเนินการร่วมกันก็คือ “การวินิจฉัยล่วงหน้า”
นี่คืองานหลักที่ร่วมมือกับภาคเอกชนไทย และตรวจหา “มะเร็งล่วงหน้า” โดยมีรายได้จากการร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้ในเมืองไทยประมาณ 10 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา อีกด้านหนึ่ง BGI เข้ามาสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุขกับประเทศไทยมานานแล้ว
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิ บริษัทได้จัดส่ง “ทีมนักวิทยาศาสตร์” ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจทางพันธุกรรม 55 คน มาประจำที่ประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือด้านการตรวจสอบเอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากสึนามิ จากนั้นยังได้ช่วยมอบห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ช่วยเหลือในช่วงโควิดในประเทศไทย 3 จุด
ทั้งนี้ BGI Genomics ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 และมีส่วนร่วมในโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ บริษัทตั้งอยู่ในเมืองเสิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน กระจายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มีงานวิจัยตีพิมพ์มากกว่า 3,000 ฉบับ และได้รับสิทธิบัตรมากกว่า 1,300 ฉบับ
โดย BGI Genomics ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้น และ MGI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ BGI ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในปี 2565 ซึ่งดัชนีชี้วัด Nature Index ได้จัดให้ BGI อยู่ในอันดับ 1 ของบริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นอันดับที่ 6 ของโลก
ต่อมาในปี 2560 ได้มีการก่อตั้ง บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด เป็นบริษัทในเครือ BGI Genomics ในประเทศไทย ปัจจุบันมี นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เป็นผู้อำนวยการ ได้แปรสภาพเป็นบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี 2565
โดย BGI สามารถหาลำดับพันธุกรรมและพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย SARS-CoV-2 และได้รับการรับรองและอนุญาตให้ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ BGI ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโรคระบาดอื่น ๆ โดยเป็นบริษัทแรกในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่หาลำดับสารพันธุกรรมและผลิตชุดตรวจวินิจฉัยทั้งไวรัสซาร์ส และไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดนก ได้สำเร็จในปี 2543 และ 2547
ส่วนธุรกิจในไทยมุ่งให้บริการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ หรือนิฟตี้ (NIFTY) และคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดอื่น ๆ มีวิสัยทัศน์จะใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ให้คนไทยสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทั้งในด้านของการให้บริการและราคา เพื่อจุดมุ่งหมายหลักในการลดโอกาสการเกิดทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด การยืดอายุของผู้ป่วยโรคมะเร็ง การควบคุมโรคติดเชื้อและส่งเสริมงานวิจัยด้านจีโนมิกส์