“ทิพยประกันชีวิต” เปิดดีลเจรจา “ซีไอเอ็มบี ไทย” หวังขยายช่องทางปั๊มเบี้ยผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ ช่วยเสริมขายผ่านแบงก์ออมสินที่เป็นช่องทางหลัก ตั้งเป้าปี’61 โกยเบี้ยรับรวม 8,000 ล้าน เติบโต 21% ขณะที่ล่าสุด เปิดทางธนาคารออมสินขยับสัดส่วนถือหุ้นในบริษัทเพิ่มเป็น 25%
นายนพพร บุญลาโภ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันชีวิต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เพื่อจับมือเป็นพันธมิตรในการขยายช่องทางขายผ่านแบงก์ (แบงก์แอสชัวรันซ์) เพิ่มเติมจากเดิมที่ขายผ่านธนาคารออมสินอยู่แล้ว

“ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ติดต่อและยื่นข้อเสนอเข้ามา ซึ่งทางบริษัทก็สนใจ แต่ตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการของการพูดคุย จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้มากนัก โดยอาจจะไม่ได้เป็นการผูกสัญญาระยะยาว แต่อาจจะเป็นสัญญาในการพัฒนาโปรดักต์แต่ละแบบร่วมกัน ซึ่งจะไม่ทับซ้อนกับธนาคารออมสินที่เป็นพันธมิตรหลักแน่นอน”
นอกจากนี้ ในส่วนธนาคารออมสินนั้น ล่าสุด ตั้งแต่ปลายปี 2560 ได้เข้ามาถือหุ้นในทิพยประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 25% แล้ว จากเดิม 19% ซึ่งเบี้ยรับรวมของบริษัทมากกว่า 80% มาจากช่องทางขายผ่านธนาคารออมสิน
“ช่องทางแบงก์ออมสิน เป็นรายได้หลักของบริษัทอยู่แล้ว การที่แบงก์เข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ก็ยุติธรรม จะช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคงร่วมกันในระยะยาว”
และว่า ในปี 2561 นี้ บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมที่ 8,000 ล้านบาท เติบโต 21% เน้นช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์เป็นหลัก โดยคาดว่าประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) จะมีเบี้ยเข้ามากว่า 6,000 ล้านบาท ขณะที่โปรดักต์บำนาญและออมทรัพย์ที่เพิ่งวางขายช่วงเดือน ธ.ค. 2560 ให้เฉพาะกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยมของธนาคารออมสิน น่าจะมีเบี้ยรับเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมาจากช่องทางตัวแทนและประกันกลุ่ม
“กำลังเตรียมออก “ประกันชีวิตสูงวัย 4/10″ ชำระเบี้ยประกัน 4 ปี ความคุ้มครอง 10 ปี นอกจากนี้ ได้เตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามารองรับการให้บริการลูกค้าผ่านสาขาธนาคารออมสินกว่า 1,050 สาขา รวมไปถึงหากดีลธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย สำเร็จ คาดว่าช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์จะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และทำเบี้ยเข้าเป้าได้”
นายนพพรกล่าวว่า กลางปีนี้ ทุกบริษัทประกันชีวิตจะได้รับผลกระทบจากอัตรามรณะใหม่ที่ส่งผลต่อเบี้ยประกันที่จะราคาถูกลง ซึ่งบริษัทได้เตรียมพัฒนาโปรดักต์ใหม่ ๆ เพื่อรับมือ ขณะที่แนวโน้มการคงดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะส่งผลดีกับธุรกิจประกันชีวิต ทำให้ไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม และจะยังทำกำไรได้มากขึ้น
สำหรับในปี 2560 บริษัทมีเบี้ยรับรวม 6,600 ล้านบาท เติบโต 12% ส่วนใหญ่มาจาก MRTA ที่ทำผลงานเข้าเป้ากว่า 5,000 ล้านบาท นอกนั้นก็มีประกันที่ขายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ 200 ล้านบาท เติบโต 19% ประกันกลุ่ม 116 ล้านบาท เติบโต 4% และช่องทางตัวแทนอีก 1,300 ล้านบาท
“ปีก่อนช่องทางตัวแทนอาจจะไม่ได้เติบโต แต่ปีนี้บริษัทยังคงรักษาสภาพ และยังมีนโยบายที่จะส่งเสริมเช่นเดิม เพียงแต่ไม่ได้เปิดรับตัวแทนเพิ่มมากนัก แต่จะเน้นตัวแทนที่มีคุณภาพ ทำให้ปัจจุบันตัวแทนเหลืออยู่หลักร้อยคนเท่านั้น”