ดอลลาร์ยังแกว่ง รอความชัดเจนด้านทิศทางดอกเบี้ย หลังประธานเฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 0.75% เหตุเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ขณะที่แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2566 ขยายตัวร้อยละ 2.5
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17-21 เมษายน 2566 ดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอีก 6 สกุล เปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 102.14 โดยดีดตัวขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (14/4)
โดยได้รับแรงหนุนจากการออกมาให้ความเห็นของนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟด ภายหลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ประจำเดือน มี.ค. ในวันก่อนหน้า ซึ่งออกมาอยู่ที่ 5.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 5.1% และชะลอตัวจากระดับ 6.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ว่าเฟดยังจำเป็นจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง
อย่างไรก็ดี นอกจากนั้นแล้วค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กออกมาเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เดือน เม.ย. ที่ระดับ 10.80 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -18.00 และสูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -18.00 และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ -24.60 จากการปรับตัวสูงขึ้นของจำนวนคำสั่งซื้อใหม่และภาคธุรกิจปรับเพิ่มความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตของนิวยอร์กมีแนวโน้มขยายตัวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะหดตัว
เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 1 ขยายตัว 2.5%
นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตาเปิดเผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2566 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 2.2 ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมยังคงขยายตัวกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 45 ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นต่อภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐยังคงดีกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในการประชุมเดือน พ.ค.
อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์ได้ลดแรงแข็งค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนออกมาแข็งแกร่งเกินคาด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนเติบโตขึ้น 4.5% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบรายปี หลังจากไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วเติบโตเพียง 2.9% รวมถึงอัตราการเติบโตนี้อยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 4.0%
นอกจากนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือน มี.ค.เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับขึ้น 2.4% ในเดือน ม.ค.-ก.พ. ส่วนยอดค้าปลีกปลีกของจีนในเดือน มี.ค. แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 10.6% หลังจากในเดือน ม.ค.-ก.พ. ขยายตัว 3.5% ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดได้ส่งผลให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก นำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น
ประธานเฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ยต่อ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาถัดมา ดัชนีดอลลาร์สหรัฐก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 2 ปี ที่พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 4.231% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีขยับขึ้นสู่ 3.758% โดยได้รับแรงหนุนจากนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งออกมากล่าวว่า เฟดควรที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะนี้แสดงให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย
อีกทั้งถึงแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการเติบโตที่ชะลอลง ทว่าโดยรวมยังคงความแข็งแกร่งอยู่ และเขาได้ให้ความเห็นสนับสนุนในการให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
ทั้งนี้ คาดว่าในสุดสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ก่อนที่เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ในวันที่ 22 เม.ย.
สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 34.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (12/4) ที่ระดับ 34.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตามการขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลกโดยยังขาดปัจจัยชี้นำตลาดที่ชัดเจน
ธปท.ส่งจม.เปิดผนึกถึงคลัง เงินเฟ้อหลุดกรอบ
อนึ่ง ในวันพุธ (19/4) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลังว่า หลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ 2.83% ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา (เมษายน 2565-มีนาคม 2566) อยู่ที่ 5.86% ซึ่งสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินในปัจจุบัน
และ กนง.ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่ไตรมาที่ 2 ปี 2566 ถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2567 จะอยู่ที่ 2.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.3% เนื่องจากเผชิญแรงกดดันด้านอุปทาน (Cost-push inflation) เป็นสำคัญ โดยราคาพลังงานในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงที่ 20.06%
อย่างไรก็ตาม กนง.ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 โดยได้ทยอยลดลงต่อเนื่องตามที่ประเมินไว้ และคาดว่าจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 จากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่มีแนวโน้มลดลงตามราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์โลก
ทั้งนี้ กนง.จะติดตามและวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันการณ์ โดยพร้อมปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบที่จำกัดระหว่าง 34.23-34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 34.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 1.0969/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะมีกระแสออกมาว่ากรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ให้ความคิดเห็นว่า ขณะนี้กรรมการ ECB กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง 0.25%หรือ 0.50% ในการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ครั้งถัดไปในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ จากการที่ทางยูโรโซนยังคงเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจยูโรโซนไม่ค่อยดี
นอกจากนั้นแล้วค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในยูโรโซนที่ไม่ค่อยดีนัก โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐิจเยอรมนีเดือนเมษายนที่ออกมาที่ระดับ 4.1 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 15.3 และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 13.0
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยุโรปเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 6.4 ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 13.0 และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 10.0 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่า นักลงทุนยังคงมีมุมมองไม่ค่อยดีนักต่อภาวะเศรษฐกิจยุโรปและเยอรมนี
ในวันถัดมาสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน มี.ค.ของเยอรมนีปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 โดยดัชนี PPI เดือน มี.ค.ปรับตัวขึ้น 7.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 9.8% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยนูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0907-1.0999 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 1.0964/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 133.87/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (12/4) ที่ระดับ 133.68/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสกุลเงินเยนและสกุลดอลลาร์สหรัฐห่างกันมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ในวันพุธ (19/4) โดยนายคาซูโอะ อูเอดะ ได้ส่งสัญญาณเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศในการประชุมของกลุ่มประเทศ G7 ว่าญี่ปุ่นยังคงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายแบบพิเศษเช่นเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านนโยบายที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาอย่างยาวนานต้องใช้เวลา เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่สภาวะถดถอย และเขามองว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศจะลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% ผ่านต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่ลดลง
ค่าเงินเยนยังอ่อนค่าลงต่อในช่วงปลายสัปดาห์ ภายหลังจากที่มีการเปิดตัวเลขดุลการค้าโดยญี่ปุ่นขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21.73 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2565 ที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้การนำเข้าขยายตัวมากกว่าการส่งออก
รายงานระบุว่า ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 32.2% จาปีก่อนหน้าที่ 120.95 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 15.5% ที่ 99.23 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยน้ำมันดิบ, ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่มีส่วนทำให้ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลดลง และอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง จากต่างประเทศช่วยหนุนยอดการส่งออกรถยนต์ เหล็ก และเหล็กกล้า และสินค้าอื่น ๆ
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 133.85-135.15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 133.92/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ