เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์ยังแกว่ง รอความชัดเจนด้านทิศทางดอกเบี้ย

21 เม.ย. 2566 | 18:14น.
US dollar

ดอลลาร์ยังแกว่ง รอความชัดเจนด้านทิศทางดอกเบี้ย หลังประธานเฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 0.75% เหตุเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ขณะที่แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2566 ขยายตัวร้อยละ 2.5

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17-21 เมษายน 2566 ดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอีก 6 สกุล เปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 102.14 โดยดีดตัวขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (14/4)

โดยได้รับแรงหนุนจากการออกมาให้ความเห็นของนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟด ภายหลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ประจำเดือน มี.ค. ในวันก่อนหน้า ซึ่งออกมาอยู่ที่ 5.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 5.1% และชะลอตัวจากระดับ 6.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ว่าเฟดยังจำเป็นจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง

อย่างไรก็ดี นอกจากนั้นแล้วค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กออกมาเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เดือน เม.ย. ที่ระดับ 10.80 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -18.00 และสูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -18.00 และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ -24.60 จากการปรับตัวสูงขึ้นของจำนวนคำสั่งซื้อใหม่และภาคธุรกิจปรับเพิ่มความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตของนิวยอร์กมีแนวโน้มขยายตัวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะหดตัว

เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 1 ขยายตัว 2.5%

นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตาเปิดเผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2566 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 2.2 ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมยังคงขยายตัวกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 45 ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นต่อภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐยังคงดีกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในการประชุมเดือน พ.ค.

อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์ได้ลดแรงแข็งค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนออกมาแข็งแกร่งเกินคาด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนเติบโตขึ้น 4.5% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบรายปี หลังจากไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วเติบโตเพียง 2.9% รวมถึงอัตราการเติบโตนี้อยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 4.0%

นอกจากนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือน มี.ค.เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับขึ้น 2.4% ในเดือน ม.ค.-ก.พ. ส่วนยอดค้าปลีกปลีกของจีนในเดือน มี.ค. แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 10.6% หลังจากในเดือน ม.ค.-ก.พ. ขยายตัว 3.5% ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดได้ส่งผลให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก นำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น

ประธานเฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ยต่อ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาถัดมา ดัชนีดอลลาร์สหรัฐก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 2 ปี ที่พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 4.231% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีขยับขึ้นสู่ 3.758% โดยได้รับแรงหนุนจากนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งออกมากล่าวว่า เฟดควรที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะนี้แสดงให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย

อีกทั้งถึงแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการเติบโตที่ชะลอลง ทว่าโดยรวมยังคงความแข็งแกร่งอยู่ และเขาได้ให้ความเห็นสนับสนุนในการให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%

ทั้งนี้ คาดว่าในสุดสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ก่อนที่เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ในวันที่ 22 เม.ย.

สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 34.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (12/4) ที่ระดับ 34.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตามการขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลกโดยยังขาดปัจจัยชี้นำตลาดที่ชัดเจน

ธปท.ส่งจม.เปิดผนึกถึงคลัง เงินเฟ้อหลุดกรอบ

อนึ่ง ในวันพุธ (19/4) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลังว่า หลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ 2.83% ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา (เมษายน 2565-มีนาคม 2566) อยู่ที่ 5.86% ซึ่งสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินในปัจจุบัน

และ กนง.ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่ไตรมาที่ 2 ปี 2566 ถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2567 จะอยู่ที่ 2.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.3% เนื่องจากเผชิญแรงกดดันด้านอุปทาน (Cost-push inflation) เป็นสำคัญ โดยราคาพลังงานในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงที่ 20.06%

อย่างไรก็ตาม กนง.ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 โดยได้ทยอยลดลงต่อเนื่องตามที่ประเมินไว้ และคาดว่าจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 จากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่มีแนวโน้มลดลงตามราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์โลก

ทั้งนี้ กนง.จะติดตามและวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันการณ์ โดยพร้อมปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบที่จำกัดระหว่าง 34.23-34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 34.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 1.0969/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะมีกระแสออกมาว่ากรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ให้ความคิดเห็นว่า ขณะนี้กรรมการ ECB กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง 0.25%หรือ 0.50% ในการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ครั้งถัดไปในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ จากการที่ทางยูโรโซนยังคงเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจยูโรโซนไม่ค่อยดี

นอกจากนั้นแล้วค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในยูโรโซนที่ไม่ค่อยดีนัก โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐิจเยอรมนีเดือนเมษายนที่ออกมาที่ระดับ 4.1 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 15.3 และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 13.0

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยุโรปเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 6.4 ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 13.0 และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 10.0 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่า นักลงทุนยังคงมีมุมมองไม่ค่อยดีนักต่อภาวะเศรษฐกิจยุโรปและเยอรมนี

ในวันถัดมาสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน มี.ค.ของเยอรมนีปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 โดยดัชนี PPI เดือน มี.ค.ปรับตัวขึ้น 7.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 9.8% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยนูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0907-1.0999 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 1.0964/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 133.87/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (12/4) ที่ระดับ 133.68/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสกุลเงินเยนและสกุลดอลลาร์สหรัฐห่างกันมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในวันพุธ (19/4) โดยนายคาซูโอะ อูเอดะ ได้ส่งสัญญาณเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศในการประชุมของกลุ่มประเทศ G7 ว่าญี่ปุ่นยังคงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายแบบพิเศษเช่นเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านนโยบายที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาอย่างยาวนานต้องใช้เวลา เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่สภาวะถดถอย และเขามองว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศจะลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% ผ่านต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่ลดลง

ค่าเงินเยนยังอ่อนค่าลงต่อในช่วงปลายสัปดาห์ ภายหลังจากที่มีการเปิดตัวเลขดุลการค้าโดยญี่ปุ่นขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21.73 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2565 ที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้การนำเข้าขยายตัวมากกว่าการส่งออก

รายงานระบุว่า ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 32.2% จาปีก่อนหน้าที่ 120.95 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 15.5% ที่ 99.23 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยน้ำมันดิบ, ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่มีส่วนทำให้ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลดลง และอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง จากต่างประเทศช่วยหนุนยอดการส่งออกรถยนต์ เหล็ก และเหล็กกล้า และสินค้าอื่น ๆ

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 133.85-135.15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 133.92/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ