เยนเทียบค่าบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 26 ปี ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง “หอการค้าฯ” ประเมินอานิสงส์ส่งออก “อาหารไทย” คึกคักรับตลาดนักท่องเที่ยวไหลเข้าญี่ปุ่น 31 ล้านคน ดันจีดีพีญี่ปุ่นโต 1.3% อีกด้านจับการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นเพิ่ม ด้านนักวิเคราะห์ชี้โอกาสค่าเงินพลิกกลับแข็งค่าไตรมาส 3 หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
จากสถานการณ์ค่าเงินเยนเทียบเงินบาทที่อ่อนค่าทำสถิติเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยอ่อนค่าสุดที่ระดับ 24.79 บาทต่อ 100 เยน หรืออ่อนค่ามากสุดในรอบ 26 ปี นับจากวิฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 สะท้อนภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะความไม่แน่นอนอย่างหนัก สาเหตุจากนักลงทุนผิดหวังกับผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ ติดลบ 0.1% และทำให้ความต้องการเงินเยนลดลงและมีการเทขายเงินเยนเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ
ส่องเศรษฐกิจญี่ปุ่น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าเทียบกับค่าเงินบาทดังกล่าว ส่งผลให้การแข่งขันของสินค้าส่งออกญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้น ญี่ปุ่นจึงมีโอกาสทำรายได้จากการส่งออกได้ลดลง และทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าได้ จากตัวเลขล่าสุดปี 2565 ญี่ปุ่นทำการค้ากับทั่วโลก 1.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออก 7.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 1% และนำเข้า 8.97 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% ทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 1.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่นคือ จีน อเมริกา และเกาหลีใต้ สินค้าส่งออกหลักจะเป็นพวก เหล็ก เชื้อเพลิง แร่ น้ำมันแร่ ไข่มุก ส่วนตลาดนำเข้าหลักคือ จีน อเมริกา และออสเตรเลีย สินค้านำเข้าจะเป็นกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยา
อีกด้านหนึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะเฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อยากเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นสามารถมาเที่ยวได้ง่ายขึ้น โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยว 31 ล้านคน ทั้งนี้ จึงยังมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นปีนี้จะยังขยายตัว 1.3% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ขยายตัว 1.1%
เอฟเฟ็กต์การค้า-ลงทุนไทย
สำหรับผลต่อไทยเมื่อเงินเยนอ่อนค่ามองได้ 2 ด้านคือ โอกาสด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการค้า โดยด้านการท่องเที่ยวหลังค่าเงินเยนอ่อนลง ทำให้การไปเที่ยว ซื้อของ ใช้จ่ายในประเทศญี่ปุ่นราคาถูกลง ขณะที่นักลงทุนจะซื้อเงินเยนเพื่อทำกำไรเมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวและเงินเยนแข็งค่าขึ้น
ส่วนผลต่อการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจะมีราคาถูกลง ส่วนการส่งออกไปยังญี่ปุ่นมี 2 มุมคือ จะมีสินค้าส่งออกไทยบางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้นำเข้าญี่ปุ่นต้องซื้อในราคาเพิ่มขึ้นจากการอ่อนตัวของค่าเงิน แต่อีกด้านหนึ่งสินค้าไทยที่ญี่ปุ่นนำเข้าไปเพื่อใช้ภายในประเทศ เช่น กลุ่มอาหารจะมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดญี่ปุ่นประมาณ 17% จากการส่งออกอาหารไปทั่วโลก ประมาณ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นเพียง 367 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้สินค้าอาหารยังเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยยังได้ดุลการค้าญี่ปุ่น 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ปีนี้ไตรมาสแรกไทยส่งออกอาหารไปญี่ปุ่น 1,103 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าอาหารจากญี่ปุ่น 82 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้า 1,021 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าหลัก ๆ คืออาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ข้าว ผักกระป๋องและผักแปรรูป น้ำตาลทราย ส่วนสินค้าอาหารที่ส่งออกลดลงช่วงไตรมาสแรก เช่น ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื้อสัตว์ เนื้อปลา และของปรุงแต่ง ก็มีโอกาสจะฟื้นตัว หากการท่องเที่ยวญี่ปุ่นฟื้น สินค้ากลุ่มนี้ก็มีโอกาสฟื้นตัว”
ไทยยังขาดดุลการค้าญี่ปุ่น
หากพิจารณาภาพรวม การค้าไทย-ญี่ปุ่นในปี 2565 มูลค่า 59,253 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออก 24,669 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 34,584 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ไทยขาดดุลการค้าญี่ปุ่นอยู่ 9,915 ล้านเหรียญสหรัฐ และล่าสุดภาพรวมในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2566 เท่ากับ 14,963 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3% โดยไทยส่งออก6,467 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 0.2% และนำเข้า 8,469 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 6% ขาดดุลการค้า 2,028 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยสินค้าส่งออกไปญี่ปุ่นที่ขยายตัว เช่น รถยนต์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รถจักรยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ส่วนสินค้าส่งออกไทยที่ไปญี่ปุ่นที่หดตัว เช่น ไก่แปรรูป เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ พลาสติก เหล็ก และผลิตภัณฑ์ทองแดง วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องสำอาง ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
ส่วนสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่ไทยนำเข้ามาเพิ่มขึ้น เช่น อุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ รถยนต์ ด้าย และเส้นใย เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สบู่ ผงซักฟอก และเครื่องสำอาง เนื้อสัตว์เครื่องดื่ม และสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นหดตัว เช่น เครื่องจักรกล เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์โลหะไดโอด ทรานซิสเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ทำจากยาง สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่ง ข้าว และผลิตภัณฑ์จากแป้ง
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งยังมีนักวิเคราะห์มองว่า โอกาสที่เยนจะเคลื่อนไหวกลับมาแตะระดับ 23 บาทต่อ 100 เยน ในไตรมาส 3 โดยผลประชุมล่าสุดของ BOJ มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ เริ่มกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ขณะที่แถลงการณ์ก็ย้ำว่าสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้ตามความเหมาะสม และอาจเป็นการปูทางไปสู่การดำเนินการบางอย่างในการประชุมครั้งต่อไปแต่หากการประชุมครั้งต่อไปของ BOJ ในวันที่ 15-16 มิถุนายน และ 27-28 กรกฎาคม BOJ ไม่ดำเนินการใด ๆ เหมือนเดิม เงินเยนอาจจะอ่อนค่าอีกได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องจับตาว่าจะทำให้เงินเยนแข็งค่าคือ การไหลเข้าของ fund flow สอดคล้องกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเดือนที่ผ่านมา จากผลประกอบการ (earnings) ของบริษัทญี่ปุ่น และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การส่งเงินของนักลงทุนและบริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในต่างประเทศกลับประเทศ เป็นต้น