พรรคก้าวไกล พรรคอันดับ 1 พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นพรรคอันดับ 2 ที่มีนโยบายหาเสียงที่ใช้เงินงบประมาณ 52 นโยบาย 1,288,610 ล้านบาท
เฉพาะนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ต้องใช้เงิน 650,000 ล้านบาท
“เฉลิมพล เพ็ญสูตร” ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ-ผู้ถือกุญแจเก๊ะ งบประมาณแผ่นดิน ชี้แจงวงเงินงบประมาณปี’67 ซึ่งขณะนี้ยังลูกผีลูกคน
เพราะร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านบาทยังไม่เข้าสภา-ต้องรอรัฐบาลใหม่ และคาดว่าจะล่าช้าออกไป 5-6 เดือน
โดยงบฯปี’67 ที่คาดว่าจะสามารถ “หั่น” ออกมาเพื่อตอบสนอง “รัฐบาลใหม่” ประมาณ 2 แสนล้านบาท จาก “งบฯภารกิจ” 20 กระทรวง 500 หน่วยงาน ที่จะนำมาปรับใช้เป็นงบประมาณของ “นโยบายหาเสียง”
“ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเป็นงบฯตามภารกิจของส่วนราชการ ซึ่งสามารถลดความสำคัญลงบางเรื่อง เช่น งบฯสัมมนา งบฯดูงานต่างประเทศ งบฯดำเนินงาน ที่สามารถปรับได้บ้าง เพื่อทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ไม่รวมถึงเงินเดือน งบฯลงทุน และไม่เกี่ยวกับงบฯกลาง”
รายจ่ายงบประมาณปี’67 ถือว่า “ตึงมือ” เพราะแค่คำขอของหน่วยงานรับงบประมาณที่ขอมา 5.7 ล้านล้านบาท แต่สำนักงบประมาณต้องตั้งงบประมาณให้ได้ 3.35 ล้านล้านบาท หรือต้องหั่นออก ประมาณ 2 ล้านล้าน ซึ่งเป็นงบฯจำเป็น
“สำนักงบประมาณเข้าใจว่า รัฐบาลใหม่เข้ามาก็ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้บางเรื่อง บางเรื่องทำอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มงบประมาณ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3 พันบาทต่อเดือน หน่วยงานรับงบประมาณก็ต้องปรับลดงบประมาณออกในบางเรื่อง เพื่อเติมนโยบาย”
“แต่ไม่สามารถปรับได้ถึง 2 แสนล้านบาท ต้องมาดูว่าปรับได้เท่าไหร่ และอาจจะต้องดูวงเงินงบประมาณในส่วนของรายได้ที่จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มมากกว่าเป้าหมายหรือไม่ หรือต้องทำวงเงินงบประมาณ’67 เพิ่มมากกว่า 3.35 ล้านล้านได้อีกหรือไม่ ถ้าทำได้ก็สามารถนำเงินที่เพิ่มไปทำตามนโยบายได้อีก” ผู้อำนวยการสำนักงบฯเปิดออปชั่นให้เพิ่มการจัดเก็บรายได้-เพิ่มวงเงินงบประมาณให้มากกว่า 3.35 ล้านล้านบาท”
“สำนักงบประมาณก็ต้องดูให้รัฐบาลใหม่สามารถทำตามนโยบายได้ แต่เราก็ต้องดูงานของหน่วยรับงบประมาณที่ต้องทำตามกฎหมายต้องไม่เสียหายด้วย คิดว่าทุกรัฐบาลเข้าใจ ซึ่งสำนักงบประมาณก็พร้อมทำงานกับทุกรัฐบาล”
ทว่าการจัดทำงบประมาณของ “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่ รมว.คลังคนใหม่ คนเดียวอาจจะไม่สามารถ “ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้” ได้ เพราะต้องได้รับความเห็นพ้อง “รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง” ด้วย

สำหรับไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณปี’67 ที่ล่าช้ากว่ากำหนด 5-6 เดือน รัฐบาลใหม่อาจจะรื้อไม่ทัน และต้องไป นับ 1 ใหม่ ในการจัดทำงบประมาณปี’68
“อาจจะต้องไปให้เร็วก่อน เพื่อให้เม็ดเงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจ และไปว่ากันในการจัดทำงบประมาณปี’68 งบฯปี’67 อาจจะปรับบ้างระดับหนึ่ง เพื่อให้งบประมาณออกสู่ระบบและรัฐบาลสามารถทำงานได้ ซึ่งงบประมาณปี’68 รัฐบาลใหม่จะสามารถทำอะไรได้เต็มที่มากขึ้น” เฉลิมพลชี้ทางให้รัฐบาลใหม่
ส่วนการใช้งบประมาณล่าช้า 5-6 เดือน จะเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมาก-น้อยแค่ไหน จะเป็นรายจ่ายลงทุนรายการใหม่-โครงการใหม่เป็นหลักที่ได้รับผลกระทบ
พรรคก้าวไกลมีนโยบาย “รีดไขมันกองทัพ” เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในเรื่องนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งอาจจะเป็น “อีกทางเลือกหนึ่ง”
สำหรับงบประมาณปี’67 ของกระทรวงกลาโหม กรอบวงเงิน 198,562,911,100 บาท เพิ่มขึ้น 4,064,182,900 บาท แบ่งออกเป็น 1.สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 9,343,940,900 บาท เพิ่มขึ้น 113,651,700 บาท 2.กองทัพบก จำนวน 96,084,228,500 บาท เพิ่มขึ้น 1,582,893,800 บาท 3.กองทัพเรือ จำนวน 41,196,742,300 บาท เพิ่มขึ้น 1,129,779,300 บาท 4.กองทัพอากาศ จำนวน 36,366,936,000 บาท เพิ่มขึ้น 653,142,400 บาท
5.กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 14,773,696,900 บาท เพิ่มขึ้น 288,950,700 บาท 6.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จำนวน 797,366,500 บาท เพิ่มขึ้น 295,765,000 บาท
นอกจากนี้พรรคก้าวไกลยังมีนโยบาย “ยุบ กอ.รมน.” โดยงบฯกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร วงเงิน 7,920,627,100 บาท เทียบกับงบประมาณปี 2566 วงเงิน 7,772,273,500 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2567 จำนวน 148,353,600 บาท แบ่งเป็น
1.แผนงานบุคลากร วงเงิน 791,150,800 บาท เพิ่มขึ้นจากงบฯปี’66 จำนวน 4,549,600 บาท 2.แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง วงเงิน 135,274,500 บาท ลดลงจากปี’66 จำนวน 8,782,300 บาท 3.แผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ วงเงิน 60,238,800 บาท เพิ่มขึ้นจากงบฯปี’66 จำนวน 15,649,200 บาท
4.แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง วงเงิน 4,780,153,300 บาท ลดลงจากงบฯปี’66 จำนวน 51,879,500 บาท 5.แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม วงเงิน 363,898,800 บาท ลดลงจากงบฯปี’66 จำนวน 50,399,100 บาท
6.แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 1,644,410,900 บาท เพิ่มขึ้นจากงบฯปี’66 จำนวน 239,423,400 บาท 7.แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดยาเสพติด วงเงิน 145,500,000 บาท ลดลงจากงบฯปี’66 จำนวน 207,100 บาท
ไม่นับรวมถึงงบฯกลางฉุกเฉิน 93,000 ล้านบาท งบฯกลาง กรอบวงเงิน 601,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,275 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 1.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขประเทศ จำนวน 8 แสนบาท
2.ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี’66 จำนวน 2,000 ล้านบาท
3.ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 2,300 ล้านบาท 4.ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ จำนวน 7,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท 5.เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง จำนวน 500 ล้านบาท 6.เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ จำนวน 4,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 270 ล้านบาท
7.เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ จำนวน 329,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,640 ล้านบาท 8.เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ จำนวน 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท 9.เงินสมทบของลูกจ้างประจำ จำนวน 470 ล้านบาท ลดลง 30 ล้านบาท 10.เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ จำนวน 78,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,795 ล้านบาท
11.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 93,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท 12.ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ไม่มี ลดลง 3,000 ล้านบาท
“สันติ กีระนันทน์” อดีตคีย์แมนทีมนโยบายพรรคสร้างอนาคตไทย เคยออกมาชี้ช่อง-เทคนิคทางกฎหมายตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้าน
“ผมไปสำรวจดูงบประมาณรายจ่ายลงทุน 6 แสนล้าน ไส้ในแบ่งออกเป็น รายจ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเราไม่แตะ แต่แตะ 3 เรื่อง 1.หมวดการป้องกันประเทศ 2.หมวดความสงบภายในประเทศ และ 3.หมวดการเศรษฐกิจ ซึ่ง 3 หมวดรวมกัน 4.5 แสนล้านบาท จัดลำดับความสำคัญเสียใหม่”
รัฐสวัสดิการก้าวหน้า อาจก้าวไม่ไกล-ไม่สมหวังทุกนโยบายก็เป็นได้