Skip to content

อรสิริน ยักษ์อสังหาฯเชียงใหม่ บุกลีสซิ่ง ปั้นธุรกิจจำนำทะเบียน “เงินซิ่งได้”

14 มิ.ย. 2566 | 11:30น.
อรสิริน ยักษ์อสังหาฯเชียงใหม่ บุกลีสซิ่ง ปั้นธุรกิจจำนำทะเบียน “เงินซิ่งได้”

“อรสิรินกรุ๊ป” ยักษ์อสังหาฯ เชียงใหม่ บุกเบิกลงทุนไฟแนนซ์ แตกบริษัทลูก “เงินซิ่งได้” ปั้นพอร์ตลีสซิ่งรถยนต์มือสอง กางแผน 3 ปี ผุดสาขาคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ วางเป้าดันยอดสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท ก่อนเข้าตลาดหุ้น mai

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสถานการณ์โควิดทำให้กลุ่มทุนท้องถิ่นที่เป็นนักลงทุนระดับบิ๊กเพลเยอร์ของประเทศไทย ตระหนักว่าการทำธุรกิจที่ยืนบนขาเดียวไม่สามารถสร้างการเติบโตยั่งยืนได้อีกต่อไป นำมาสู่การกระจายความเสี่ยงการลงทุนขนานใหญ่

หนึ่งในวิธีการที่นิยมนำมาใช้คือการ spin off ธุรกิจเดิมและแสวงโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ ปลายทางสุดท้ายอยู่ที่การผลักดันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างให้เป็นองค์กรมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล

ปัจจัยกดดันยังมาจากกลุ่มทุนท้องถิ่น มองว่าการบริหารสไตล์แฟมิลี่บิสซิเนสไม่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในระยะยาว โดยมีตัวแบบจากกลุ่มอรสิรินกรุ๊ป ของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ เจ้าของโรงแรมรติล้านนา จ.เชียงใหม่ และประธานกรรมการ อรสิรินกรุ๊ป ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในเชียงใหม่ ล่าสุดได้เริ่มต้นแตกไลน์ลงทุนธุรกิจไฟแนนซ์ในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา

เป้า 3 ปีเข้าตลาดหุ้น mai

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เงินซิ่งได้ ฟอร์ ควิก แคช จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เงินซิ่งได้เป็นบริษัทจัดตั้งใหม่ในเครืออรสิรินกรุ๊ป หลังจากเปิดดำเนินการได้ 1 ปีเศษ มีผลประกอบการล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2566 มียอดปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถแล้ว 400 ล้านบาท

มีอัตราหนี้เสียหรือ NPL อยู่ที่ 2% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของวงการที่มีอัตราหนี้เสีย 3% และเป็นระดับอัตราหนี้เสียที่ต้องการรักษาไว้ไม่ให้สูงกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอนาคต เพราะมีแผนจะนำเงินซิ่งได้เข้าตลาดหุ้น mai ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2570

ดังนั้น ในระหว่างนี้จึงเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมบริษัทเงินซิ่งได้ ในการแปลงเป็นบริษัทมหาชน อาทิ การเตรียมความพร้อมด้านระบบบัญชีมาตรฐาน การจัดระเบียบโครงสร้างองค์กรและธุรกิจ แผนลงทุนปัจจุบันและอนาคต

ตามแผนต้องการสร้างพอร์ตปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หรือธุรกิจลีสซิ่งให้มีขนาด 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นขนาดธุรกิจที่มีการสะสมประสบการณ์มาแล้ว และมีโอกาสเติบโตไปข้างหน้าได้อีกด้วย

ยึดหัวหาด 17 จังหวัดภาคเหนือ

ปัจจุบันเงินซิ่งได้เปิดบริการแล้ว 18 สาขา กระจายอยู่ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน และสุโขทัย

เบื้องต้นหลักคิดในการจัดตั้ง 1 สาขา มาจากยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 15 ล้านบาท ซึ่งเนื้องานหลักของสาขาจะเป็นเรื่องการเก็บหนี้-ตามหนี้ อัตราส่วนพอร์ตปล่อยสินเชื่อ 15 ล้านบาทน่าจะเหมาะสมกับงานเก็บหนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีประสบการณ์จริงในช่วง 1 ปีเศษ พบว่าอุปสรรคสำคัญของธุรกิจลีสซิ่งคือเรื่องบุคลากร ทั้งในขาปล่อยสินเชื่อ และในขาตามเก็บหนี้ ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบเคียงกับธุรกิจลีสซิ่งรายใหญ่ในวงการ การเปิด 1 สาขาจะคำนวณเฉลี่ยจากยอดปล่อยสินเชื่อ 50 ล้านบาท

ดังนั้น แผน 3 ปีในการเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงรีโมเดลแผนธุรกิจเล็กน้อย โดยประเมินจากยอดปล่อยสินเชื่อ 50 ล้านบาทต่อการตั้ง 1 สาขา และตั้งเป้าจะเปิดสาขาให้ครบ 17 จังหวัดภาคเหนือ เบื้องต้นจำกัดพื้นที่การตลาดในเขตภาคเหนือเท่านั้น เพราะต้องการทำธุรกิจลีสซิ่งเพื่อคนภาคเหนือ

“การเปิดสาขากับวงเงินลงทุนมีความยืดหยุ่นสูง เพราะเรารู้แล้วว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นปริมาณสาขาเยอะ ๆ เพราะธุรกิจลีสซิ่งขึ้นกับคุณภาพลูกหนี้ และความสามารถในการติดตามหนี้เป็นหลัก”

รถยนต์มือสอง-ลูกหนี้เกษตรกร

สำหรับกลุ่มลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อ นายอรรคเดชกล่าวว่า พื้นที่การตลาดของเงินซิ่งได้ โฟกัสรอบนอกเมือง โดยเฉพาะลูกค้าเกษตรกรซึ่งมีรายได้หลักจากผลผลิตพืชเศรษฐกิจ พฤติกรรมการจ่ายหนี้มีอัตราหนี้เสียต่ำกว่าลูกหนี้ในเขตเมือง

“ลูกหนี้เกษตรกรแทบจะไม่มีปัญหาเบี้ยวหนี้ ถ้ามีก็เป็นส่วนน้อยมาก เพียงแต่เราต้องเข้าใจอุปนิสัย เช่น บางคนจ่ายค่างวดทีเดียว 6 งวด แล้วหายไปนาน ๆ อาจจะมีปัญหาฝนฟ้าไม่ดี ผลผลิตตก แต่ถ้ามีเงินเมื่อไหร่เขาก็จ่ายจนครบ ค่างวดเหมือนไม่สม่ำเสมอทุกงวด แต่จ่ายครบ”

เรื่องถัดมา จุดโฟกัสเงินซิ่งได้เน้นปล่อยสินเชื่อรถยนต์มือสอง ไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ เพราะยอดสินเชื่อกับการเก็บหนี้มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด กฎเหล็กอีกเรื่องคือยอดปล่อยสินเชื่อ

โดยมูลค่าหลักประกันรถยนต์มือสอง 100% จะปล่อยสินเชื่อที่สัดส่วน 60-70% มีเพดานปล่อยสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท เฉลี่ยอยู่ที่คันละ 1.7-1.8 แสนบาท คิดเป็นค่างวดเพียง 2,700-2,900 บาท ถือว่าเป็นภาระจ่ายหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ รายละไม่เกิน 60 งวด

“เปรียบเทียบการปล่อยรถยนต์มือสองค่างวด 3,000 บาท กับค่างวดมอเตอร์ไซค์คันละ 800 บาท แต่เราต้องใช้คนตามหนี้เท่ากัน ความคุ้มค่าที่จะตามเก็บหนี้รถยนต์ย่อมดีกว่าแน่นอน”

ไม่สนใจทำพิโกไฟแนนซ์

นายอรรคเดชกล่าวถึงแหล่งทุนว่า อรสิรินกรุ๊ปมีรากฐานจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในรูปแบบโรงแรม และโครงการบ้าน-คอนโดมิเนียม และมีแลนด์แบงก์กระจายในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก

ทั้งนี้ ในการลงทุนธุรกิจ เดิมใช้เงินทุนตัวเอง เพราะสไตล์การทำธุรกิจเน้นลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟ การ spin off ด้วยการแตกไลน์ลงทุน และพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเน้นการทำธุรกิจคอนเซอร์เวทีฟเหมือนเดิม แต่จะมีการกู้จากสถาบันการเงินมาใช้ลงทุนมากขึ้น เพื่อสร้างเครดิตให้ปรากฏ รวมทั้งสร้างโอกาสเติบโตให้กับธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น

ปัจจุบันอรสิรินกรุ๊ปมีต้นทุนการเงิน หรือพรีไฟแนนซ์สำหรับนำมาลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย อยู่ที่ MLR-2.25% ในขณะที่การกู้เงินพรีไฟแนนซ์เพื่อมาลงทุนลีสซิ่ง สถาบันการเงินปล่อยในอัตรา MLR ปกติ ดอกเบี้ยไม่บวกไม่ลบ

“สถานการณ์โควิดทำให้ต้องกลับมาทบทวนทิศทางการลงทุนใหม่ของอรสิรินกรุ๊ป เพราะการทำแต่ซื้อมาขายไปแลนด์แบงก์ที่มี ลงทุนอสังหาฯ ทำโรงแรม เฟอร์ฯ ส่งออก ล้วนถูกผลกระทบจากโควิด จึงเหมือนกับวางไข่ในตะกร้าใบเดียว ในขณะที่มีความได้เปรียบเรื่องเงินทุนอยู่บ้าง แต่โนว์เลดจ์ในการทำธุรกิจอื่น อาทิ โรงไฟฟ้า ศูนย์การค้า ปั๊มน้ำมัน เราทำไม่เป็น”

“จังหวะและโอกาสดี มีคนแนะนำว่าปัญหาหนี้นอกระบบมีมหาศาล ธุรกิจไฟแนนซ์กำลังบูม ความต้องการสินเชื่อของคนรอบนอกมีตลอดเวลา จึงสนใจเข้ามาลงทุนลีสซิ่ง เพราะต้องการวางไข่หลายตะกร้ามากขึ้น เป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนมากขึ้น”

ปัจจุบันอรสิรินกรุ๊ปมีใบอนุญาตทำธุรกิจจำนำทะเบียนรถ กับมีใบอนุญาตโบรกเกอร์ประกันภัย ทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต

กฎเหล็กที่จะไม่ทำคือ การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ดังนั้น มีคำถามว่าสนใจทำพิโกไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด ซึ่งรัฐบาลกำหนดเพดานดอกเบี้ยสูงสุดปีละ 36% หรือไม่ นโยบายคือไม่สนใจ เพราะมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า

“ลีสซิ่งที่เราทำ เพดานดอกเบี้ยปีละ 24% แต่มีหลักประกันเป็นรถยนต์มือสอง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ผู้กู้มีความจำเป็นต้องใช้ โอกาสจะเบี้ยวหนี้จึงมีต่ำกว่า” นายอรรคเดชกล่าว