“มีชัย” ไม่ติดใจ สนช.ไม่ยื่นตีความพรป.สส. ย้ำ ชื่อพรรคต้องไม่ขัดรธน.จึงจะจดจองชื่อได้
“มีชัย” ไม่ติดใจ สนช.ไม่ยื่นตีความพรป.สส. โยน ครม.พิจารณา มั่นใจ หากศาลรธน.ชี้ก็ไม่มีผลทำเลือกตั้งล้ม
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการที่สนช.ยืนยันส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.เพียงฉบับเดียว ว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสนช. ส่วนกรธ.ไม่ได้ติดใจ เพราะเชื่อว่าข้อสังเกตของกรธ.ทั้ง 2 ข้อในร่างพ.ร.ป.ส.ส.นั้น ไม่ทำให้การเลือกตั้งต้องเสียไปทั้งหมด ทั้งการตัดสิทธิเป็นข้าราชการทางการเมือง และการให้มีผู้ช่วยเหลือผู้พิการขณะเข้าคูหาเลือกตั้ง เพราะหากในอนาคตศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็แค่ตัดส่วนนั้นทิ้งไป ไม่กระทบต่อสาระหลักของร่างกฎหมายทั้งฉบับ เช่นเดียวกับกรณีคนพิการถ้าหน่วยเลือกตั้งใดมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วศาลชี้ก็อาจทำให้การเลือกตั้งหน่วยนั้นเสียไป และให้มีการเลือกตั้งซ่อมเฉพาะหน่วยได้ โดยไม่น่าจะมีผลให้การเลือกตั้งนั้นล้มไปทั้งหมด ส่วนที่มีข้อเสนอจากสนช.ให้พรรคการเมืองร่วมกันลงสัตยาบัน เห็นว่า คงทำไม่ได้ เพราะพรรคการเมืองไม่ยอมแน่ อย่างไรก็ตาม เมื่อสนช.ส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไปถึงมือรัฐบาลแล้ว กรธ.คงไม่ส่งข้อสังเกตเพิ่มเติมไปยังรัฐบาลอีก เพราะได้แสดงความห่วงใยไปยังสนช.แล้ว กรธ.จะหยุดแค่นี้ จากนี้ก็เป็นเรื่องที่ครม.จะพิจารณาเอง
นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ที่สนช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตนไม่ทราบเนื้อหาของหนังสือว่าเขียนเช่นไร เพราะหากเขียนให้ชัดเจนแค่ในบทเฉพาะกาล จะไม่กระทบกับสาระสำคัญ โดยกฎหมายยังประกาศใช้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า หากศาลชี้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องดูว่า กระทบกับสาระสำคัญหรือไม่ หากกระทบจะทำให้ร่างกฎหมายตกไปทั้งฉบับ โดยหน้าที่แก้ไขยังเป็นของกรธ. แต่กรณีดังกล่าวหากยื่นศาลเฉพาะความในบทเฉพาะกาล จะตัดส่วนดังกล่าวออกไปและทำตามขั้นตอนประกาศใช้กฎหมายได้ แต่ตนมองว่า บทหลักที่ใช้นั้นเพื่อให้ได้ ส.ว. 200 คน แต่บทเฉพาะกาลเขียน คือวิธีให้ได้มาซึ่ง ส.ว.จำนวน 50 คนและต้องใช้บังคับคราวแรกของการได้ส.ว. ซึ่งตนมองว่า มีทางออก คือ ให้กฎหมายประกาศใช้ แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับ ครม.เสนอแก้ไขให้สอดคล้องกับการการได้มาซึ่ง ส.ว.ในคราวแรก
นายมีชัย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มการเมืองมายื่นคำขอจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะนิยามความหมายพรรคไว้อย่างไร เพราะชื่อพรรคการเมืองจะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งชื่อพรรคย่อมมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว หากกกต.ไม่รับจดแจ้งทะเบียนจะมีความผิดหรือไม่นั้น มองว่า ความชอบหรือไม่ชอบไม่ถือเป็นการกระทำ จึงไม่เป็นความผิด อีกทั้งองค์ประกอบของความผิดก็ยังไม่ครบ ไม่เหมือนในอดีตที่จะมีความผิดทันที เพราะมีการออกกฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์บังคับใช้แค่เพียงเผยแพร่ลัทธิก็ถือว่า มีความผิดแล้ว
ที่มา มติชนออนไลน์