เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ-จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
Politics นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ-จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สุรเกียรติ์ หนุนไทยเร่งทรานส์ฟอร์มพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
การศึกษา สุรเกียรติ์ หนุนไทยเร่งทรานส์ฟอร์มพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงโพสต์ “warmest hug Happy Birthday to my super Dad 💛”
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงโพสต์ “warmest hug Happy Birthday to my super Dad 💛”
พิพัฒน์ ปักธง ธ.ค. นี้ ประมูลรถไฟความเร็วสูง”โคราช-หนองคาย” 8 สัญญา 3.4 แสนล้าน
Real Estate พิพัฒน์ ปักธง ธ.ค. นี้ ประมูลรถไฟความเร็วสูง”โคราช-หนองคาย” 8 สัญญา 3.4 แสนล้าน
ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ พระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ พระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา
13 บาทก็เงิน ‘นิกกี้ มินาจ’ ขอให้ ‘อีลอน มัสก์’ จ่ายรายได้จาก X เพิ่ม
SD 13 บาทก็เงิน ‘นิกกี้ มินาจ’ ขอให้ ‘อีลอน มัสก์’ จ่ายรายได้จาก X เพิ่ม
ธนพร จี้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขาดคุณสมบัติ เร่งบอร์ดเลือกประธาน กสทช.คนใหม่ทันที
Politics ธนพร จี้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขาดคุณสมบัติ เร่งบอร์ดเลือกประธาน กสทช.คนใหม่ทันที
“เซ็นทรัลพัฒนา” ยึดหัวหาดทำเลทองกรุงเทพฯ-เมืองท่องเที่ยว ปั้นแลนด์มาร์กใหม่
Real Estate “เซ็นทรัลพัฒนา” ยึดหัวหาดทำเลทองกรุงเทพฯ-เมืองท่องเที่ยว ปั้นแลนด์มาร์กใหม่
แผ่นดินไหวญี่ปุ่น 7.1 แมกนิจูด เจ็บอย่างน้อย 50 คน ห่วงติดในห้างดังหลายคน
World แผ่นดินไหวญี่ปุ่น 7.1 แมกนิจูด เจ็บอย่างน้อย 50 คน ห่วงติดในห้างดังหลายคน
เปิดภารกิจแม่ทัพ ‘Google Cloud’ คนใหม่ หนุนองค์กรบริหารต้นทุน AI ปิดจบปัญหา ‘ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งจ่ายแพง’
Tech เปิดภารกิจแม่ทัพ ‘Google Cloud’ คนใหม่ หนุนองค์กรบริหารต้นทุน AI ปิดจบปัญหา ‘ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งจ่ายแพง’
ดูทั้งหมด

11 หน่วยงานผนึกกำลังเชือด STARK ล้อมคอกเกณฑ์กำกับ ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

26 มิ.ย. 2566 | 16:09น.
11 หน่วยงานผนึกกำลังเชือด STARK ล้อมคอกเกณฑ์กำกับ ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

11 หน่วยงานตลาดทุน จับมือแถลงปมฉาวหุ้น STARK ก.ล.ต. เตรียมเชือดทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องปลอมงบการเงิน โทษคุกสูงสุด 10 ปี ลุยแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจคุมสำนักสอบบัญชี ตลท.ยกระดับเข้มงวด บจ.-เดินหน้าเยียวยานักลงทุน ด้านสภาวิชาชีพบัญชี จ่อเพิกถอนใบอนุญาตผู้สอบบัญชี ฟาก ‘ทริสเรทติ้ง’ เข้มงวดจัดเรตติ้งหุ้นกู้ ระวังบริษัท Backdoor Listing-เน้นเติบโตด้วยการซื้อกิจการ ส่วนสมาคม บล.เพิ่มความเห็น FA ขายหุ้น PP เริ่ม 1 ก.ค. ด้านสมาคมนักวิเคราะห์ เตรียมติวเข้มนักวิเคราะห์หลุมพรางตกแต่งบัญชี

เชือด STARK คุก 10 ปี-แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจคุมสำนักสอบบัญชี

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ กรณี บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมาก และสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการเอาผิดกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่มีการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินอันเป็นเท็จ ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ถือเป็นบทกำหนดโทษที่มีความรุนแรงพอสมควร

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันนี้ (26 มิ.ย. 2566) สำนักงาน ก.ล.ต. จะเข้าไปพูดคุยกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบังคับการปรามปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ข้อมูลเป็นแนวทางในการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างยกร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มอำนาจในการให้ความเห็นชอบและขึ้นบัญชีดำกับสำนักงานผู้สอบบัญชีที่กระทำผิด จากปัจจุบันมีอำนาจเฉพาะการให้ความเห็นชอบและจัดการขึ้นบัญชีดำกับผู้สอบบัญชีเท่านั้น เพื่อไม่ให้บริษัทจดทะเบียนไทยใช้ผู้สอบบัญชีในบุคคลดังกล่าวในการเซ็นรับรอง

โดยการแก้ไขกฎหมายข้างต้นได้ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากนั้นจะนำเข้าสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าการบังคับใช้กฎหมายยังค่อนข้างใช้เวลานานอยู่พอสมควร

“การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนมีการพูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2565 และพอมีเรื่องของ STARK เกิดขึ้น ก็ได้นำบทเรียนในเรื่องนี้เข้ามาใส่เพิ่มเติม และมีกำหนดนำเสนอบอร์ด ก.ล.ต.ในเดือน ก.ค. 2566 ซึ่งจะเห็นภาพของหลักการการกำกับ บจ.ที่เข้มงวดขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

ตลท.เข้มงวด บจ.-เดินหน้าเยียวยานักลงทุน

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า หลังจากที่ STARK รายงานข้อมูลงบการเงินปี 2565 ออกมาในวันที่ 16 มิ.ย. 2566 ซึ่งได้พบว่ามีการปรับปรุงข้อมูลทางบัญชี ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ STARK เกิดความเสียหายทางบัญชีมูลค่ารวมกว่า 21,464 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบเกิดขึ้นใน 5 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.การสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าของ STARK และการสั่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2565 มีการปรับตัวเลขในบัญชีอยู่ที่ 10,451 ล้านบาท

2.การรับรู้รายได้จากการขายและลูกหนี้การค้าที่เกิดความผิดพลาด ตั้งแต่ปี 2563-2565 รวมมูลค่า 7,759 ล้านบาท 3.การตัดจำหน่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการขายที่ไม่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปี 2563-2565 รวม 670 ล้านบาท

4.การตั้งค่าเผื่อลูกหนี้การค้าที่ไม่ถูกต้องระหว่างปี 2564-2565 รวมจำนวน 794 ล้านบาท และ 5.การขาดทุนจากสินค้าคงเหลือหายในปี 2565 ที่ 1,790 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับข้อมูลทางบัญชีที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดความเสียต่อผู้ลงทุนทุกราย

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยการดําเนินการในเบื้องต้น 1.ได้ทำงานร่วมกับสมาคมนักลงทุนรายย่อยในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นเพื่อติดต่อ STARK และการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ซึ่งสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ได้ให้ผู้ถือหุ้น STARK แจ้งความเสียหาย ตั้งแต่วันที่ 19-25 มิ.ย. 2566 มียอดรวม 1,759 ราย มูลค่ากว่า 4,063 ล้านบาท

และ 2.ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เช่น สมาคม บลจ.เพื่อหาแนวทางดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด และ 3.อยู่ในระหว่างตรวจสอบการกระทำผิดกับผู้เกี่ยวข้องเรื่องการเปิดเผยข้อมูลแลการซื้อขายหุ้นที่อาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

และ 4.ยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่กระบวนการรับหลักทรัพย์จนถึงการดำรงอยู่เพื่อทำให้สามารถดูแลให้ บจ.มีความเข้มแข็งขึ้น และจะมีการเพิ่มเครื่องหมาย C เพื่อเตือนผู้ลงทุนในกรณีที่หุ้นอาจมีสัญญาณของปัญหาเกิดขึ้น

“สำหรับการตรวจสอบการกระทำความผิดของ STARK ที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่าใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบที่มากกว่ากรณีของ บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) เนื่องจากกรณีของ STARK มีผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทำให้ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทำได้ยากกว่ากรณีของ MORE ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบประมาณ 10 ราย แต่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯพร้อมกับหน่วยงานต่าง ๆ จะเดินหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไป

สภาวิชาชีพบัญชี จ่อเพิกถอนใบอนุญาตผู้สอบบัญชี

นายสุพจน์ สิงห์เสน่ห์ เลขาธิการ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า คณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชีไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ โดยหากพบว่าการทำงานของผู้สอบบัญชีของ STARK มีข้อบกพร่องจริงก็จะถูกลงโทษตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการพักใช้ใบอนุญาต หรือแม้กระทั่งการเพิกถอนใบอนุญาต

โดยในทุกปี ๆ เวลาที่ผู้สอบบัญชีจะให้บริการลูกค้ารายใดจะต้องแจ้งสภาวิชาชีพบัญชี เนื่องจากจะต้องประสานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งควบคุมดูแลงบการเงินว่าสอดคล้องตรงกันหรือไม่ เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้างชื่อ

ทั้งนี้ สภาวิชาชีพบัญชีพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นของสภาวิชาชีพบัญชีและตลาดทุนไทย

“สำหรับการจะเข้ามาเป็นผู้สอบบัญชีนั้น จะต้องจบปริญญาตรีทางบัญชี ในสถาบันการศึกษที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง จากนั้นต้องฝึกงานอย่างน้อย 3 ปี และต้องผ่านการสอบทั้งหมด 6 วิชา โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนกว่าจะได้ใบอนุญาตใช้เวลากว่า 5 ปี และจะต้องรักษาใบอนุญาตนั้นไว้ โดยอัพเดตความรู้ทุกปีเป็นเวลา 40 ชั่วโมง นอกจากนั้นหากจะเข้ามาเป็นผู้สอบบัญชีในตลาดทน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.ด้วย”

‘ทริส’ เข้มงวดจัดเรตติ้งหุ้นกู้

นายศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด กล่าวว่า ทริสเรทติ้งได้มีการประชุมภายในเกี่ยวกับกรณี STARK และพบการรายงานข้อมูลทางการเงินที่มีการปรับย้อนหลัง และไม่ตรงกับความจริงที่ปรากฏขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยข้อมูลทางการเงินในการนำไปพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน รวมถึงทริสเรทติ้งที่ต้องใช้ข้อมูลทางการเงินประกอบการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งด้วย

โดยกรณี STARK ถือว่าเป็นความเสี่ยงในด้านการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ทำให้การอาศัยข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เกิดการคลาดเคลื่อน และส่งผลกระทบขึ้นต่อนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทที่ต้องมีการจัดอันดับเครดิตบริษัทเพื่อรองรับการออกหุ้นกู้

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ทริสเรทติ้งจะต้องมีการควบคุมและตรวจสอบการนำเสนอข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสามารถเป็นที่มั่นใจให้กับนักลงทุนประกอบการพิจารณาในการลงทุน

ขณะเดียวกันทริสเรทติ้งยังให้ความระมัดระวังและตั้งข้อสังเกตในการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยเฉพาะบริษัทที่มีการทำ Backdoor Listing ที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการสกรีนข้อมูลบริษัทที่จะมาจัดทำเครดิตเตติ้ง ส่วนหนึ่งจะเป็นบริษัทที่มีลักษณะเน้นการเติบโตด้วยการซื้อกิจการ

“บริษัทพวกนี้อาจจะไม่ได้เป็นการเติบโตโดยการสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่สร้างการเติบโตขึ้นมาจากการซื้อกิจการเพื่อมุ่งเน้นไปที่ราคาหุ้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่ทางทริสเรทติ้งให้ความระมัดระวังในการพิจารณาข้อมูลประกอบการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งมากขึ้น”

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งจะเพิ่มการฝึกอบรมนักวิเคราะห์ในส่วนเทคนิคการสังเกตลักษณะของงบการเงินที่น่าสงสัยว่ามีการตกแต่งงบการเงิน เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ความผิดปกติของงบการเงินและสถานะการเงินที่แท้จริงของผู้ออกตราสาร รวมถึงจะมีการแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานของตลาดทุนร่วมกัน เพื่อเป็นการเตือนภัย (Early Warning) และเป็นประโยชน์ร่วมกัน

เพิ่มความเห็น FA ขายหุ้น PP เริ่ม 1 ก.ค.

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ ประธานกรรมการ ชมรมวาณิชธนกิจ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (บล.) กล่าวว่า ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินต่อการระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งที่ได้บทเรียนจากกรณี STARK คือต่อให้มีการสกรีนที่เข้มขึ้นมาแล้ว แต่เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนได้ ฉะนั้นอาจต้องกลับมานั่งพิจารณาว่ามาตรการในการติดตามหรือป้องกันจะมีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง แม้ว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันจะมีค่อนข้างมากแล้วก็ตาม แต่คงอาจจะต้องกลับทบทวนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะเกณฑ์ Backdoor Listing ที่อาจจะกลับมาทบทวน ซึ่งจะทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. และ ตลท. รวมถึงเกณฑ์ใหม่ไอพีโอที่จะใช้งบฯฉบับเต็มที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า ซึ่งเกณฑ์จะมีความเข้มข้นขึ้นมาก และการออกหุ้น PP ที่กำลังจะมีเรื่องการให้ความเห็นของ FA เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ก.ค. 2566 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เพิ่มตามสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้คุณภาพของตลาดหุ้นที่มี บจ.คุณภาพดีอยู่อีกมากมาย และส่วนที่เจออย่าง STARK เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยและเฉพาะกรณีเท่านั้น

ติวเข้มนักวิเคราะห์หลุมพรางตกแต่งบัญชี

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่มีโอกาสจะได้เห็นหลักฐานยืนยันตัวเลขงบการเงินต่าง ๆ ทำได้แค่ซักถาม ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงหลักฐานยอดขายและการเสียภาษีต่าง ๆ ได้เลย จึงเป็นรื่องที่ยากลำบากมาก จึงเล็งเห็นว่าในระยะข้างหน้าจะต้องไปนั่งคิดกระบวนการเพื่อความรัดกุมเพื่อปกป้องธุรกิจให้มากขึ้นกว่านี้ และดึงผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบบัญชีมาติวเข้มนักวิเคราะห์และนักลงทุนให้พิจารณาเห็นถึงหลุมพรางหรือการตกแต่งบัญชีขึ้นมา

ชี้ STARK เป็นบทเรียนให้ทำงานเข้มขึ้น

นายกุลเวช เจนวัฒนาวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า ทางสมาคมมีหน้าที่ให้ความรู้และสร้างความตระหนักในบทบาทหน้าที่ในการรับผิดชอบของการเป็นกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทำมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การทำหนังสือคู่มือกรรมการซึ่งหลาย ๆ เล่มก็จะเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเรื่องของบทบาทของกรรมการ

รวมถึงนำเรื่องเหล่านี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรบด้วย ทั้งนี้หลังจากนี้ไปเชื่อว่าทางสมาคมจะนำกรณี STARK ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนให้กับกรรมการและสมาคมเชื่อว่ากรรมการที่ทำงานอยู่ในตอนนี้ในบริษัทต่าง ๆ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มีการประชุมที่บ่อยและถี่มากขึ้น มีการทำงานที่หนักขึ้น

ขณะที่นายไพศาล ธรสารสมบัติ กรรมการสมาคม บริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า สมาคมได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยกับสมาชิกต่าง ๆ ได้มีการพูดคุยและหารือในการทำงานร่วมกันในตลอดเวลาที่ผ่านมา และค่อนข้างที่จะทำงานใกล้ชิดกับหลายหน่วยงานในตลาดทุนไม่ว่าจะเป็นสำนักงานก.ล.ต.หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ อย่างเช่น สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และทำงานต่อเนื่องกันมานาน ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ มีคุณภาพและค่อนข้างที่จากเข้มงวดด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาลในองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญและตระหนักเรื่องนี้มาตลอด

ซึ่งกรณี STARK เป็นเคสที่ผู้ประกอบการเองต้องเอาไปถอดเป็นบทเรียนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน รวมถึงระบบเรื่องของการตรวจสอบต่าง ๆ ซึ่งทำให้เราเห็นข้อพึงระวังหรือข้อคิดในการทำงาน แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกกำหนดจากกฎระเบียบ แต่จากการปกป้องประโยชน์ของตัวผู้ถือหุ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมให้ฝ่ายบริหารเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้คงจะต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด ในการให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล และความถูกต้องของข้อมูล

อย่างไรก็ตามสมาคมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือตามที่หน่วยกำกับการดูแลเห็นว่าผู้ประกอบการควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง

สมาคมฯ เร่งตั้งทีมกฎหมายฟ้องร้องอดีตผู้บริหาร STARK

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ถือว่าเป็นนิมิตรใหม่ที่ดี ซึ่งในมุมของตัวแทนผู้ลงทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้ทำอะไรบ้าง ก็ต้องเรียนอีกครั้งว่าองค์กรได้ทำหน้าที่อย่างเต็มตามฐานะของผู้จัดการกองทุนจะสามารถทำได้ โดยเริ่มจากการคัดหุ้นที่จะเข้ามาลงทุนโดยหลักการ วิธีการและแนวทาง ที่ได้ถูกควบคุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักการวิธีการและเเนวทางได้มีการใช้ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาเป็นสาธารณะจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองและเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือจากอุตสาหกรรม ซึ่งวันที่ลงทุนก็ได้ใช้เกณฑ์ที่มีภายในประกอบกับข้อมูลต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมที่นำส่งให้ผู้จัดการกองทุนได้

แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการคาดฝัน ดังนั้นในฐานะตัวแทนผู้ลงทุนก็ได้มีการเข้าไปฟังผู้บริหารของ STARK ว่าวันที่ลงทุนไปเราคาดหวังว่าเงินลงทุนที่เราส่งไปให้กับบริษัทจะเป็นการตอบรับและเป็นการดำเนินงานที่โปร่งใส และดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่บริษัทได้สัญญาไว้ เมื่อวันที่มีการเข้าไปคุยกับผู้บริหารสิ่งที่ได้พบก็คือบริษัทไม่สามารถดำเนินการตามที่สัญญาไว้ได้ ดังนั้นทางคณะกรรมการผู้จัดการกองทุนได้มีการพูดคุยกันและมีการ Take Action และลดบทบาทในการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเนื่องจากความไม่ชัดเจน ในแนวทางการดำเนินงานของผู้บริหารบริษัท

โดยได้มีการลดบทบาทในการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท STARK ตามความเหมาะสมของบริษัทที่ดำเนินการ ขณะที่เมื่อเกิดการส่งงบล่าช้าทางสมาคมเองก็มีส่วนที่เป็นคนที่คอยดูเวลาเฝ้าระวังให้กับนักลงทุนในเรื่องของ ESG ซึ่งในกรณีของ STARK ก็ผิดในส่วนของตัว G คือ ธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งหลังจากนั้นคณะกรรมการได้มีคุยกันภายในว่าหลังจากที่ไม่มีการส่งงบนานเกินไปสิ่งที่ต้องทำต่อคืออะไร

หลังจากนั้นเราจึงตัดสินใจว่าจะทำจดหมายไปถึงผู้บริหารให้มีการชี้แจงว่าบริษัทจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งสมาคมก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแต่ถามว่าได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่าบริษัทมีการเปลี่ยนคณะผู้บริหารด้วย ทั้งนี้หลังจากที่ STARK มีการเปิดเผยงบการเงินในวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมก็ได้มีการหารือกันอีกครั้งหนึ่งว่าต่อจากนี้จะทำอะไรบ้าง

“ซึ่งวันนี้ก็มีการได้พูดคุยกันและได้มีความเห็นที่ชัดเจนว่าเราจะทำเราจะดำเนินการในเรื่องของแนวทางต่อไปในการที่จะเรียกร้องความเสียหายด้วยแนวทางการฟ้องร้องต่ออดีตผู้บริหารของ STARK ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหานักกฎหมายที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้” นางชวินดากล่าว

โดยจะเห็นว่าจากข่าวที่ออกมาทำให้เกิดความปั่นป่วนในการลงทุน แต่สมาคมยืนยันว่าในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนให้กับนักลงทุนเรื่องการกระจายการลงทุนเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด เพราะถึงแม้ว่าวันนั้นที่เข้าไปลงทุนบริษัทจะมีการนำเสนอตัวเองว่ามีผลกำไรการมีการดำเนินงานที่ดีและเป็นไปตามโจทย์ของการคาดหวังผลตอบแทนให้กับตลาด แต่การลงทุนภายใต้การกำกับดูแลเรามักจะว่าเรามีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม

เพราะฉะนั้นการลงทุนในหุ้น STARK ไม่ใช่การลงทุนก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาถือว่าทางสมาคมทำงานได้อย่างเต็มที่แล้วในการปกป้องนักลงทุนได้อย่างเต็มที่เท่าที่จะสามารถทำได้

ผู้ถือหุ้นกู้มีมติผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 5 รุ่น 20 ก.ค.นี้

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า หน้าที่หลักของสมาคมคือการให้ข้อมูลกับนักลงทุนการที่จะเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ร่วมประสานงานกับกลุ่มผู้ออกหุ้นกู้ในการตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเรามองย้อนสักนิดนึงจะเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะว่าบริษัทไม่ส่งงบการเงินประจำปี ซึ่งทางด้านตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ก็ได้มีการประชุมเพื่อติดตามเหตุการณ์ในแต่ละครั้ง ซึ่งจะขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมและการตัดสินใจ ดังนี้

1.วันที่ 28 เมษายน 2566 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ทุกรุ่นมีมติยกเว้นเหตุผิดนัดชำระ มาจากการส่งงบการเงินล่าช้า

2.วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้มีมติยกเว้นเหตุนัดผิดนัดชำระ 3 รุ่น แต่ว่ามีการเรียกชำระโดยพลัน 2 รุ่น รวมเป็นเงินมูลค่า 2,241 ล้านบาท

3.วันที่ 16 มิถุนายน 2566 รายงานการตรวจสอบได้ออกมาพบว่าเป็นรายงานที่ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่ได้แสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามตัวเลขของงบการเงินที่ออกอยู่ในส่วนของที่นักลงทุนติดลบ ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดโอกาสในการ default ขึ้นอีกในลักษณะหนึ่ง ที่เรียกว่า Cross Default อันเนื่องมาจากการขาดส่งดอกเบี้ย 20.7 ล้านบาท

แต่ทั้งนี้เกณฑ์ในข้อกำหนดสิทธิ์ไปว่าถ้าหากมีการผิดนัดชำระเกินกว่า 3% จะเกิดเป็น Cross Default ซึ่งทำให้ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้นั้นได้แจ้งผิดนัดขึ้นมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 สำหรับหุ้นกู้ 3 รุ่นที่ได้รับการยกเว้นเหตุผิดนัดชำระในคราวก่อน จำนวน 6,957 ล้านบาท และทำให้ตอนนี้หุ้นกู้ที่เข้าข่ายทั้งสิ้น 9,198 ล้านบาท ระดับหุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น

“อย่างไรก็คงต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น เราว่าคนที่ได้รับความเดือดร้อนในกลุ่มของผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้นั้น ทั้งผู้ลงทุนรายใหญ่ หรือ High Net Worth (HNW) และนักลงทุนสถาบัน รวมทั้งสิน 1,528 รายที่ลงทุนในหุ้นกู้นี้ แต่เชื่อว่าทุก ๆ ฝ่ายจะต้องร่วมมือกันในการทำหน้าที่การในสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ดร.สมจินต์ กล่าว

ฉะนั้น ThaiBMA จะให้ความร่วมมือกับภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้สำนักงาน ก.ล.ต.ในการให้ข้อมูลกับนักลงทุนผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ขององค์กร ถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องกับผู้ออกหุ้นกู้ ต้องถึงข้อสงสัยต่าง ๆ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลกับนักลงทุนเป็นวงกว้างในอีกทางหนึ่ง

แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะลุกลามทำให้เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นในกรณีนี้เชื่อว่าเป็นความบกพร่องของเฉพาะขององค์กรซึ่งอาจจะมีข้อมูลที่เราเริ่มเห็นว่าการกระทำอันไม่ชอบ ดังนั้นการที่ตลาดทุนของเราจะเดินหน้าต่อไปนะสิ่งที่สำคัญคือการมีความตระหนักที่เหมาะสมกับความเสี่ยงการลงทุนและการร่วมมือกันของพวกเราทุก ๆ ฝ่ายในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ลงทุนเสร็จปลายปี’67

นางสิริพร จังตระกูล เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) กล่าวว่า หน้าที่หลักของสมาคมคือการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทั้ง 800 แห่ง ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) และทำหน้าที่ในโครงการประเมฺินคุณภาพการจัดการประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ผ่านนักลงทุนซึ่งได้ผ่านการอบรมสมาคม หรือว่าทำหน้าที่ในการที่จะไปประเมินซึ่งมีหัวข้อในการประเมิน 2 ข้อหลัก คือ 1.การเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์การเป็นบริษัทจดทะเบียนการเป็นบริษัทมหาชน และ 2.การให้ความเท่าเทียมกันกับผู้ถือหุ้น ทั้ง 2 ข้อนี้จะเป็นประเด็นหลักในการที่จะนำไปประเมินเรื่องของธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งได้มีการทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2549 เลยได้มีการสนับสนุนอย่างดีจากสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาโดยตลอด

ในโอกาสนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอยากจะเชิญชวนนักลงทุนรายบุคคลสามารถเข้ามารับการอบรมเพื่อเป็นนักลงทุนตื่นรู้ได้ นอกจากนี้สมาคมยังได้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ซึ่งกำลังเริ่มก่อตั้งและคาดว่าระยะเวลาที่จะเปิดอย่างเป็นทางการประมาณช่วงเดือนธันวาคมปี 2567

อย่างไรก็ตามจากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ STARK ครั้งนี้ถามว่าสมาคมได้ทำอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้มีการเปิดให้นักลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากหุ้นสามัญ มาลงทะเบียนไว้ผ่านเว็บไซต์ของสมาคม ไม่เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 19-25 มิถุนายนที่ผ่านมา อุดมทั้งสิ้น 7 วันทำการ ซึ่งพบตัวเลขของผู้ที่มาลงทะเบียนกรณีได้รับความเสียหายจากหุ้นสามัญ 1,759 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 4,063 ล้านบาท

ซึ่งหลังจากนี้สิ่งที่สมาคมจะทำต่อมี 3 เรื่องด้วยกันคือ 1.นำข้อมูลความเสียหายจากผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คมาตรวจสอบในเบื้องต้นคำนึงถึง พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล 2.จะทำการให้ความรู้กับผู้ลงทุนในการฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มว่าในกระบวนการทางกฎหมายจะต้องดำเนินการอย่างไร และ 3.เป็นตัวกลางในการเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันในการดำเนินการ ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้เราก็จะแจ้งความคืบหน้าไว้ในระบบออนไลน์ของสมาคม

ทั้งนี้ สามารถสรุปมูลค่าความเสียหายจากกรณี STARK รวมทั้งสิ้น 13,261 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ 4,063 ล้านบาทรวมกับหุ้นกู้ 9,198 ล้านบาท

ขณะที่มีผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น 6,287 ราย แบ่งออกเป็นผู้ถือหุ้นสามัญ 1,759 รายรวมกับผู้ถือหุ้นกู้ 4,528 ราย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

STARK หุ้นกู้