กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.30-35.00 บาทต่อดอลลาร์ สร้างฐานต่ำลง นักลงทุนติดตามยอดค้าปลีกสหรัฐ-จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนในประเทศจับตาโหวตนายกฯรอบสอง
วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กรุงศรีมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ (17-21 ก.ค.) ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.30-35.00 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 34.60 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 34.50-35.22 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 15 เดือน
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดิ่งลงหลังข้อมูลบ่งชี้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปปรับขึ้น 3.0% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งถือเป็นอัตราการปรับขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงสู่ 4.8% นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน มิ.ย.ขยับขึ้นน้อยที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดวัฏจักรการคุมเข้มนโยบาย
ทั้งนี้ ตลาดสัญญาล่วงหน้าสะท้อนว่ามีโอกาส 96% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25bp สู่ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 25-26 ก.ค. ซึ่งตลาดมองว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยรอบสุดท้าย
สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 514 ล้านบาท และ 3,527 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ระบุว่า นักลงทุนจะติดตามข้อมูลยอดค้าปลีกเดือน มิ.ย.ของสหรัฐ นอกจากนี้ คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีนภายในเดือนนี้ อนึ่ง ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้สร้างฐานใหม่หลังดัชนีดอลลาร์กลับเข้าสู่กรอบที่เคยซื้อขายในช่วงก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. 2565 โดยยิ่งเฟดส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวท่ามกลางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ยิ่งจะทำให้ตลาดมองไปถึงการลดดอกเบี้ยในปี 2567 อย่างรวดเร็วมากขึ้น
กรุงศรีคาดว่าแรงส่งของเศรษฐกิจสหรัฐจะแผ่วลง โดยเฉพาะการลดลงของระดับการออมส่วนเกินของผู้บริโภคซึ่งตรงข้ามกับการออมส่วนเกินระดับสูงในยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วแห่งอื่น ๆ สถานการณ์เช่นนี้สนับสนุนมุมมองหลักของกรุงศรีที่ว่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนในเชิงอ่อนค่า โดยอาจมีการฟื้นตัวสลับกลับขึ้นมาได้บ้างชั่วคราวระหว่างทาง
สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดการเงินจะให้ความสนใจกับการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบสอง แนวทางการจัดตั้งรัฐบาล และนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อไป โดยหากในสัปดาห์นี้มีความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ มากขึ้น อาจส่งผลบวกต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความต้องการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินบาทได้เช่นกัน