คอลัมน์ : Market Move
ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในจีนแผ่นดินใหญ่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ ซึ่งคราวนี้ไม่ได้เกิดจากโรคระบาด หรือความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเล แต่เป็นมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นของรัฐบาลจีน เพื่อตอบโต้แผนปล่อยน้ำหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมะไดอิจิกลับลงทะเล
มาตรการนี้ทำให้การนำเข้าต้องใช้เวลานานขึ้น ซึ่งเป็นผลเสียกับอาหารทะเลที่มีจุดขายด้านความสดใหม่ จนบรรดาร้านอาหารญี่ปุ่นในจีนจำใจต้องหันไปซื้อปลาจากตลาดมืดแทนการนำเข้าผ่านช่องทางปกติ
นิกเคอิ เอเชีย รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงในวงการร้านอาหารของจีนว่า ขณะนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นในจีนแผ่นดินใหญ่ต่างตัดสินใจหยุดนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นแล้ว เนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา กรมศุลกากรของจีนประกาศว่าจะเพิ่มความเข้มงวดของการตรวจสอบอาหารทะเลทุกประเภทที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้านี้ ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าวัตถุดิบจะผ่านพิธีการทางศุลกากร ตรงข้ามกับจุดขายของอาหารทะเลที่เน้นความสดใหม่
ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งหาทางรับมือด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่เปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากแหล่งอื่น หรือแม้แต่พึ่งตลาดมืด
ผู้บริหารร้านซูชิระดับไฮเอนด์แห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ยอมรับว่า ขณะนี้ทางร้านต้องหันไปซื้อวัตถุดิบจากตลาดมืด ซึ่งเลี่ยงการถูกตรวจสอบตามมาตรการใหม่นี้ ด้วยการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นผ่านช่องทางพิเศษในฮ่องกงอีกทอดหนึ่ง แม้ราคาจะแพงขึ้นเท่าตัวก็ตาม เนื่องจากร้านมีจุดขายด้านการใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น ทำให้ไม่สามารถใช้วัตถุดิบจากแหล่งอื่นแทนได้
นอกจากปัจจัยเรื่องระยะเวลาการนำเข้าแล้ว ความไม่ชัดเจนว่ามาตรการนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ยังเป็นอีกความท้าทายสำหรับธุรกิจร้านอาหาร “ซาโตชิ โฮริตะ” เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น โฮริตะ ในเซี่ยงไฮ้ อธิบายว่า มาตรการกวดขันการนำเข้าอาหารทะเลครั้งนี้แตกต่างจากเหตุการณ์ขัดแย้งที่ผ่านมา อย่างกรณีพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ-เตียวหยู-เตียวหยูไท หรือเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่น เนื่องจากยากที่จะคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด
ด้วยเหตุนี้ทำให้ปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่น โฮริตะ ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบอาหารทะเลจากรัสเซียและจีนแทน
“หากรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปล่อยน้ำหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ลงสู่ทะเลตามแผนเดิม แม้จะเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว แต่ก็ยากที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะเลี่ยงผลกระทบด้านชื่อเสียงไปได้ ดังนั้น ในฐานะผู้ประกอบการต้องเลือกหนทางเพื่อความอยู่รอดไว้ก่อน”
ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระดับรายได้ของชาวจีนที่สูงขึ้นทำให้ความนิยมอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สะท้อนยอดการใช้บริการร้านซูชิแบบโอมากาเสะระดับหรูในเมืองใหญ่ ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอื่น ๆ แม้จะมียอดต่อบิลเฉลี่ยถึง 1 พันหยวน (ประมาณ 4.78 พันบาท) หรือหากรวมราคาเหล้าสาเกเข้าไปด้วยอาจสูงเกิน 2 พันหยวน (ประมาณ 9.57 พันบาท)
โดยร้านระดับหรูเหล่านี้มักมีจุดขายที่การใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นผ่านทางเครื่องบิน ทำให้ความล่าช้าจากมาตรการใหม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจ
นอกจากนี้ ผลกระทบยังไม่หยุดอยู่เพียงร้านอาหารญี่ปุ่นในจีน แต่ยังลามไปถึงอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลของญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากความนิยมอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นรายใหญ่อันดับ 1 โดยเมื่อปี 2565 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลไปยังจีนสูงถึง 8.71 หมื่นล้านเยน เพิ่มขึ้น 48% จากปี 2564 และสูงเป็น 2.3 เท่าเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน
เช่นเดียวกับฮ่องกงที่เป็นผู้นำเข้าอันดับ 2 ซึ่งประกาศจะแบนอาหารทะเลจาก 10 จังหวัดของญี่ปุ่น หากญี่ปุ่นเดินหน้าแผนปล่อยน้ำหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ลงสู่ทะเล
ขณะเดียวกัน เป้าของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงให้ถึง 5 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 จากตัวเลข 1.4 ล้านล้านเยน เมื่อปี 2565 ยิ่งทำให้การส่งออกอาหารทะเลไปยังตลาดจีนทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างของผลกระทบนี้เห็นได้จากงานแฟร์สินค้าท้องถิ่นจากจังหวัดคุมาโมโตะ ที่จะจัดในจีนช่วงเดือนสิงหาคมนั้น จะไม่มีอาหารทะเลมาโชว์ในงาน เนื่องจากปัญหาการนำเข้า
จากนี้ต้องติดตามการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องการปล่อยน้ำหล่อเย็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดน