เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสัปดาห์นี้

11 ก.ย. 2566 | 17:46น.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสัปดาห์นี้ คาดขยายตัวเพิ่ม สาเหตุจากภาคบริการยังแข็งแกร่ง รวมถึงราคาพลังงานที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

วันที่ 11 กันยายน 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/9) ที่ระดับ 35.55/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 35.63/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการแข็งค่าต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน

โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยสต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งลดลง 0.2% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าลดลงเพียง 0.1% หลังจากลดลง 0.7% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค.

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงจับตาดูตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐในวันพุธนี้ (13/9) ตลาดคาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดทั่วไป จะขยายตัวมากกว่าเดือนก่อนหน้า สาเหตุจากการที่ภาคบริการที่ยังคงแข็งแกร่งและจำนวนผู้รับสวัสดิการที่ต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน รวมถึงราคาพลังงานที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.43-35.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.47/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/9) ที่ระดับ 1.0720/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 1.0703/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี ซึ่งถูกปรับให้มีความสอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป ขยายตัว 6.4% ในเดือนสิงหาคม ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ชะลอตัวเล็กน้อยจากการขยายตัว 6.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อเยอรมนียังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับมุมมองต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยูโรโซน ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าซิตี้กรุ๊ปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจยูโรโซนสำหรับปี 2566 ลงสู่ระดับ 0.4% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวเล็กน้อยในช่วง 3 ไตรมาสข้างหน้า จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของยูโรโซนในปีนี้จะขยายตัว 0.8%

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว 0.1% ในปี 2567 จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าว่าจะขยายตัว 0.8% สาเหตุจากอุปสรรคตามวัฏจักรและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซน อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขาดแคลนแรงงาน ตลอดจนเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีน การเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงินที่เข้มงวด บั่นทอนรายได้ที่แท้จริงของภาคครัวเรือน

นอกจากนี้สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW) ประกาศปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีในปี 2566 จากเดิมคาดว่าหดตัว 0.2% เป็นหดตัวลง 0.4% สาเหตุจากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาดในไตรมาส 2 ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนยังคงซบเซา และการส่งออกที่ตกต่ำลงได้เป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ DIW คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 6.1% ในปีนี้ และจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) จนกว่าจะถึงช่วงสิ้นปี 2567

ทั้งนี้แบงก์ ออฟ อเมริกา โกลบอล รีเสิร์ช เปิดเผยรายงานคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 14 ก.ย. จากการที่เงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และจะมีการส่งสัญญาณถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไปก่อน และอาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มิ.ย. 2567 และปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในทุก ๆ ไตรมาส จนถึงปี 2568

ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0719-1.0740 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0725/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/9) ที่ระดับ 146.50/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 147.27/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังมีรายงานว่านายคาซูโอะ อูเอดะ อาจพิจารณาปรับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน หากค่าแรงและราคาสินค้าและบริการยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.92-146.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.36/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคคาดการณ์สหรัฐ (11/9), ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (13/9), ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐ (14/9), ดัชนียอดค้าปลีก (14/9), คำขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (14/9), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (15/9), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิชิแกน (15/9), ดัชนีภาคการผลิตเขตรัฐนิวยอร์กสหรัฐ (15/9), ยอดค้าปลีกจีน (15/9), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน (15/9), ยอดค้าปลีกจีน (15/9)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -11.40/-11.10 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.20-7.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ