เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ชฎาทิพ จูตระกูล” หัวใจไม่ยอมแพ้ ปลุกขวัญพนักงานสยามพารากอน

12 ต.ค. 2566 | 15:18น.
ชฎาทิพ จูตระกูล

ชฎาทิพ จูตระกูล

“ชฎาทิพ จูตระกูล” หัวใจไม่ยอมแพ้ ปลุกขวัญพนักงานสยามพารากอน

วันที่ 12 ตุลาคม 2566 แม้เหตุการณ์กราดยิงบริเวณศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อเย็นวันอังคารที่ 3 ตุลาคม จะยุติลงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดหลังจากเหตุเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็ต้องแลกกับความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้​

เป็นแผลที่บาดลึก เป็นความเจ็บปวด ของสยามพารากอน ศูนย์การค้าหมายเลขหนึ่งของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่สร้างความประทับใจทุกคนที่มาเยือนตลอด 18 ปีเต็ม

​เช้าวันพุธที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา สยามพารากอน จัดงาน We Care We Dare : You Dedication is deeply appreciated เติมขวัญพลังใจให้พนักงานทุกคน ​พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานซึ่งเผชิญเหตุอยู่แนวหน้าหลายร้อยชีวิต เดินเป็นทิวแถวสู่ห้องรอยัลพารากอนฮอลล์ ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของเพื่อนร่วมงาน

​อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ เป็นครั้งแรกที่คุณแป๋ม-ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท สยามพารากอนดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด พูดถึงเหตุการณ์นี้

​“ประชาชาติธุรกิจ” นำบางช่วงบางตอนมานำเสนอ

​… ตลอด 18 ปี มาจนถึงทุกวันนี้ สยามพารากอนประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ไม่เคยมีโครงการใดในประเทศไทยทำได้มาก่อน

… สยามพารากอนเป็นสถานที่เดียวและศูนย์การค้าเดียวที่สามารถสร้างและดึงดูดจำนวนลูกค้าให้เข้าศูนย์การค้าได้ โดยเฉลี่ยวันละ 250,000 คน และใน 250,000 คนนั้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากถึง 30% นั่นหมายความว่าตลอดทั้งปี สยามพารากอนมีลูกค้ามาเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคนก่อนโควิด และมีนักท่องเที่ยวปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

ทำไมสยามพารากอนถึงทำได้ถึงขนาดนี้ … การทำงานของพวกเราไม่ใช่แค่การทำงานในบริษัท แต่เป็นการทำงานที่สร้างประวัติศาสตร์ในหลาย ๆ เรื่องให้อยู่เคียงคู่กับประเทศไทย เป็นการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกให้ยืนได้อย่างสง่างาม ยิ่งไปกว่านั้น งานของพวกเราคือการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจตลอด 18 ปี คือการจับมือกับคู่ค้าเพื่อให้พวกเค้าอยู่รอดปลอดภัย ขายดี และท้ายที่สุดคืองานของพวกเรา คือการมอบความสุขให้กับผู้คน ทั้งไทยและคนจากทุกมุมโลก

​…18 ปีที่เราผ่านมาทุกอย่าง ที่เรายังยืนอยู่ที่นี่ได้ เพราะเราสามารถเอาชนะทุกวิกฤตการณ์ได้หมด เราไม่เคยแพ้ ทุกครั้งที่มีเรื่องน่ากลัว หรือเกิดกับเราโดยตรง ต้องถือว่าเราได้รับเกียรติที่จะได้พิสูจน์ความสามารถ เราคงเป็นสถานที่เดียวในประเทศที่สามารถเอาชนะทุกวิกฤตการณ์ได้ และก้าวออกมาได้อย่างสง่างาม

​คุณแป๋มพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

… เราต้องมองให้เห็นว่ามันคือบททดสอบที่น่าสะพรึงกลัวและรุนแรง แต่ทุกท่านต้องเข้าใจนะคะว่า เราเตรียมตัวรับเรื่องแบบนี้มาตลอดเวลา เพราะเรารู้ดีว่าสยามพารากอนคือที่หนึ่ง ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ พวกเราต้องอยู่ในความไม่ประมาท ทั้ง รปภ. บริการ ช่าง ที่มาช่วยกันสนับสนุน รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติการดูแลผู้เช่าและ BU

… ทุกคนทราบดีว่าเหตุการณ์หลาย ๆ เรื่อง เราเตรียมพร้อม เรารู้ดีว่าถ้าเราประมาทเราอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นเรามีการซ้อมร่วมกับบรรดาผู้เช่า ถ้าเกิดเหตุการณ์กราดยิงหรือกระทั่งจับตัวประกัน เพราะสามปีก่อนเรื่องแบบนี้เริ่มต้นขึ้นในต่างประเทศและโคราช เราคิดว่าพร้อมไหมดีกว่า เราก็ฝึกซ้อมพนักงานของเรา บรรดาผู้เช่าตลอด ไม่ใช่แค่เหตุการณ์แบบนี้

… ทีมรักษาความปลอดภัยเรามีมาตรการที่ยอดเยี่ยม มีวัสดุอุปกรณ์พร้อมเพรียงกว่าทุกคนในไทย คนของเรามีความรู้ ความสามารถ และมีใจ เพราะเราต้องดูแลบรรดาร้านค้า ลูกค้า และพนักงานของเราด้วยกันเอง
ที่เกิดขึ้นก็คือ … เราจะเห็นว่าการอพยพคนออกจากศูนย์การค้าภายใน 20 นาที เรามีคนไม่ต่ำกว่า 80,000 คน สามารถนำคนออกไปได้ ขณะเดียวกัน บรรดาร้านค้าที่เราได้ฝึกร่วมกันมาอย่างดี ทุกคนทำตามนโยบาย ระเบียบปฏิบัติได้ทันเวลา ในทุกวิกฤตเวลาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราจัดการได้รวดเร็วความเสียหายจะลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ

… ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้นบนโซเชียลมีเดีย ไม่ได้หนึ่งในพันที่ประชาชนพูดถึงเรา โดยเฉพาะคนในศูนย์การค้าได้รับการดูแล พนักงานสยามพารากอน ช่วยจัดการ ช่วยอพยพ ให้ทุกคนออกจากอาคารโดยเร็วที่สุด เราได้ทำครบถ้วน

… ทุกบททดสอบเรายังต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แม้เราจะจัดการได้ แต่สิ่งที่เกิดนั้นต้องเป็นเครื่องเตือนใจของพวกเรา ต้องน้อมรับและนำมาปรับปรุงการทำงาน ในทุกส่วนของพวกเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จบลงแล้วด้วยดี ต้องคิดให้ได้ว่าเราทุกคนก้าวออกมาจากวิกฤตนี้ได้อย่างสง่างามแล้ว อะไรคือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

คุณแป๋มย้ำกับเหล่าพนักงานสยามพารากอนด้วยว่า … สิ่งที่เราต้องคิดคือ เรา คือภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในสถานที่ของเรา เรามีเหตุการณ์ที่จะต้องกอบกู้ภาพลักษณ์และความมั่นใจในประเทศไทยให้กลับคืนมาให้ได้ หน้าที่อันนี้มันไม่ใช่ทำไม่ได้ เพราะพวกเราทำกันมาครั้งแล้วครั้งเล่า เราเจอทุกอย่าง เราเจอมากกว่าใคร แต่ทุกครั้งเราไม่เคยปล่อยให้ความกลัวมาทำให้เราแพ้

… เราทำสำเร็จมา 18 ปี ทุกยุคทุกสมัย เราจะไม่ทำให้เหตุการณ์ครั้งเดียว 45 นาที มาทำให้เราแพ้หรือหมดกำลังใจ สยามพารากอนและประเทศไทยจะกลับมายืนหยัดอย่างสง่างาม

​เป็นคำปลุกขวัญที่เรียกเสียงปรบมือชาวสยามพารากอนได้อย่างกึกก้อง