เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

ปั้น “ซูเปอร์แอป” แจกเงินดิจิทัล “จุลพันธ์” มอบสมาคมแบงก์จัดการระบบ

14 ต.ค. 2566 | 09:22น.
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

“จุลพันธ์” มอบหมายสมาคมแบงก์ปั้น “ซูเปอร์แอปแห่งชาติ” ช่องทางแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เหตุมีประสบการณ์ทำระบบมาก่อนแล้ว ดึงตำรวจร่วมป้องกันโกง-มหาดไทยช่วยเช็กร้านค้านอกระบบภาษี ฟาก “เลขาธิการนายกฯ” เผยแหล่งที่มาของงบฯ 560,000 ล้าน ชี้มี 3 ทางเลือก ระบุกรณียืมเงินหน่วยงานของรัฐมาก่อนจะตั้งงบฯ ใช้คืนใน 3 ปี

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต เปิดเผยว่า การประชุมอนุกรรมการครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ได้มีการแจกจ่ายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ

ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์โครงการ เรื่องแหล่งที่มาของเงิน เรื่องการป้องกันการทุจริต และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะกลับมาประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 19 ต.ค. เพื่อสรุปรายละเอียดทั้งหมด แล้วนำไปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย หรือคณะกรรมการชุดใหญ่ที่จะประชุมในวันที่ 24 ต.ค.ต่อไป

“ได้มีการมอบหมายให้ทางสมาคมธนาคารไปพิจารณาในบางเรื่อง เช่น เรื่องของผู้ทำระบบ ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่จะเติมเงิน ที่เรียกว่า e-Money แต่เป็น e-Money ที่มีเงื่อนไขผ่านทางกระเป๋าเงินดิจิทัล ทั้งนี้ เราต้องการสร้างพื้นฐานขึ้นมา

คือ ระบบบล็อกเชน เป็น national blockchain ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในระยะยาว จะมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นขึ้นมา เป็น National Super App ที่จะเป็นศูนย์รวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ID, ใบขับขี่, 30 บาท, เป็น e-Government อย่างสมบูรณ์”

นายจุลพันธ์กล่าวว่า การที่ต้องให้สมาคมแบงก์รับไปดูเรื่องระบบ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำระบบ

ขณะที่อนุกรรมการที่เป็นตำรวจ ก็จะไปดูเรื่องป้องกันการโกง การทุจริต ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็จะช่วยดูเรื่องป้องกันโกงเช่นกัน แต่จะรวมถึงการช่วยยืนยันร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ในส่วนของร้านค้าที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

“เรื่องการลงทะเบียนร้านค้าที่ออกไป ว่าจะเริ่มเดือน พ.ย. ตอนนั้นผมคิดเร็วไปหน่อย มีผู้สื่อข่าวมาถาม ต้องขอโทษด้วย จริง ๆ แล้วยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเริ่มเมื่อไหร่”

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ร้านค้าที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ไม่ว่าจะร้านหมูปิ้งหรืออะไรก็ตาม แต่จะไม่สามารถขึ้นเงินได้ ผู้ที่จะขึ้นเงินได้ ต้องอยู่ในระบบภาษีเท่านั้น

รมช.คลังกล่าวด้วยว่า ได้มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายนี้ และย้ำเรื่องการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย หลักวินัยทางการเงินการคลังที่ต้องยึด ซึ่งการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ก็พร้อมให้ความร่วมมือและจะไปชี้แจงด้วยตัวเอง

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ 560,000 ล้านบาท สำหรับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า มีทางเลือก 3 ทาง ซึ่งอาจใช้หลายแนวทางผสมกัน โดยให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ พิจารณาในรายละเอียด บนพื้นฐานว่าการทำโครงการนี้จะไม่กระทบกับเครดิตเรตติ้งของประเทศ

ทางเลือกที่ 1 คือ การบริหารจัดการงบประมาณปี 2567 ด้วยการลดคำของบประมาณจากหน่วยงานบางแห่ง และเลื่อนการจัดซื้อรายการใหญ่ ๆ ออกไป รวมทั้งชะลอการสร้างอาคารใหม่ของส่วนราชการ

ทางเลือกที่ 2 คือ การใช้เงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยงานของรัฐออกเงินให้ก่อน ซึ่งรัฐบาลอาจใช้ช่องทางนี้ในการจัดหาแหล่งเงินทุน 200,000-300,000 ล้านบาท หากเลือกวิธีนี้ก็ต้องขยายเพดานหนี้ตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และรัฐบาลมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาคืนให้อย่างชัดเจน โดยได้เตรียมแผนรองรับในการใช้หนี้ทุกปีงบประมาณ ปีละ 100,000 ล้านบาท และจะใช้หมดภายใน 3 ปี

ทางเลือกที่ 3 คือ การกู้เงินโดยตรง ขณะนี้ยังไม่ได้ดูช่องทางนี้ ซึ่งจริง ๆ สามารถกู้ได้ เพราะขณะนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 60% ของ GDP ขณะที่เพดานอยู่ที่ 70% โดยขนาดของ GDP อยู่ที่ 17 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่ามีช่องที่จะกู้เงินตรงนี้ได้ 1.7 ล้านล้านบาท และถ้า GDP โตก็ยิ่งมีพื้นที่หายใจมากขึ้นอีก

“หากดูจากขนาดของงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3.3 ล้านล้านบาท มั่นใจว่าสามารถบริหารและใช้คืนเงินกู้ในส่วนนี้ได้อยู่แล้ว” นพ.พรหมินทร์กล่าว