สัญญาณสารพัดเสี่ยง “ถี่ขึ้น” ถ่วง ศก.ไทยปี”61 โตต่ำ
ดูเหมือนว่า ปัจจัยใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นช่วงนี้ และแนวโน้มระยะต่อไป อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เติบโตอย่างสดใส อย่างที่คาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้เสียแล้ว
โดย “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยขณะนี้มีหลายความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เพราะแม้การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จะกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรงน้อย ทว่า ในทางอ้อมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยอาจได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะหาก 2 ประเทศมหาอำนาจ มีการตอบโต้กันมากขึ้น จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้าโลกให้ลดลง รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่อาจส่งออกได้น้อยลงในระยะข้างหน้า
“ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยง ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้โตต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ อีกด้านที่ต้องติดตาม ก็คือ ผลกระทบจากสงครามทางการค้า จะมีผลต่อภาวะการลงทุนในตลาดโลก ทั้งตลาดเงินตลาดทุนด้วย เพราะหากทำให้คนวิตกมากขึ้น ก็จะกระทบต่อการลงทุนในตลาดทุนได้” วิรไทกล่าว
“วิรไท” ยังกล่าวถึงการที่ ธปท. เข้าไปดูแลค่าเงินช่วงที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ธปท.ไม่ได้มีนโยบายจะแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า แต่วัตถุประสงค์คือต้องการเข้าไปดูแลค่าเงินในบางช่วง เนื่องจากมีเงินไหลเข้าจึงต้องดูแลไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และให้เอกชนมีเวลาปรับตัวได้ทัน
“เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และให้เอกชนมีเวลาปรับตัวได้ทัน ธปท.จึงต้องดูแลค่าเงิน แต่ไม่ใช่ต้องการหาข้อได้เปรียบทางการค้า” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวย้ำ
ขณะที่ล่าสุด สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) โดย “อมรเทพ จาวะลา” ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย CIMBT ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 3.7% ต่อปี ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 4.0% เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชนยังไม่ฟื้นอย่างที่คาดไว้ เพราะขาดความเชื่อมั่นในประเทศ จากการที่มีแนวโน้มว่าการจัดการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่เลื่อนไปเป็นปีหน้าแทน
“เมื่อเอกชนไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล การลงทุนของภาคเอกชนก็ต้องสะดุด และชะลอออกไปจนกว่าความชัดเจนนี้จะเกิดขึ้น” อมรเทพกล่าว
นอกจากจะปรับลดคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนเหลือโตแค่ 2.5% จากเดิมคาด 3.8% ศูนย์วิจัย CIMBT ยังปรับลดการบริโภคภาคเอกชนเหลือ 3.1% จากเดิม 3.4% และการบริโภคภาครัฐก็ปรับลดเหลือ 3.3% จากเดิม 3.5%
“อมรเทพ” ยังให้ภาพความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญในระยะข้างหน้านี้ด้วยว่า เสมือน “สงครามเก้าทิศ” โดยเริ่มจาก “สงครามทางการค้า” ถือเป็นความเสี่ยงหลัก หลังสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณการเก็บภาษีนำเข้าจีน จึงอาจทำให้การค้าโลกชะลอตัว และกระทบกับการส่งออกของไทย
โดยเฉพาะหากสถานการณ์บานปลายรุนแรง หรือสหรัฐขึ้นกำแพงภาษีชัดเจน จะยิ่งกระทบภาคส่งออกไทยมากขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัย CIMBT ได้ปรับลดคาดการณ์ส่งออกในรูปเงินบาทปีนี้เหลือโต 5.5% จากเดิมคาด 5.6% แต่รูปดอลลาร์สหรัฐยังโตได้ที่ 7.4% ดีกว่าเดิมที่คาด 4.5%
ซึ่งสงครามทางการค้าไม่เพียงแต่กระทบการส่งออกของไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ เท่านั้น ทว่า ยังจะทำให้เกิด “สงครามค่าเงิน” เกิดขึ้น เนื่องจากกำแพงภาษี จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในหลายประเทศ จนอาจทำให้หลายประเทศต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อทำให้ค่าเงินของตัวเองอ่อนค่า เพื่อช่วยภาคส่งออก และจะกระทบชิ่งต่อเศรษฐกิจไทย ที่จะได้รับผลกระทบจาก “เงินทุนไหลเข้า” เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจในเงินสกุลเงินหลัก ๆ ของโลก
“ไทยจะเป็นเหยื่อของสงครามค่าเงินด้วย ซึ่งท้ายที่สุดผู้ส่งออกจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้นำเข้าก็อาจต้องรอจังหวะ โดยชะลอนำเข้าเครื่องจักรเพื่อรอเงินบาทแข็งค่าขึ้น” อมรเทพกล่าว
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น “อมรเทพ” ประเมินว่า ภายในกลางปีนี้ จะเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.00-31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะเห็นค่าเงินบาทขึ้นไปแตะระดับแข็งค่าสุดที่ 31.00 บาท/ดอลลาร์ได้ เพราะนักลงทุนอาจไม่เชื่อมั่นในนโยบายการคลังสหรัฐ ทำให้เงินมีการไหลออกไปประเทศเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม หากภาคการคลังสหรัฐมีความชัดเจน เงินก็มีโอกาสไหลกลับไปยังสหรัฐ และจะเห็นค่าเงินบาทกลับไปสู่ระดับ 32.00 บาท/ดอลลาร์ได้ในช่วงปลายปี 2561
นอกจากนี้ ก็มี “สงครามทางทหาร” จากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลาง, “สงครามจิตวิทยา”, “สงครามก่อการร้าย”, “สงครามชนชั้น”, “สงครามวัย” และ “สงครามภาษี” ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะฉุดเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะ “สงครามภาษี” ที่ล่าสุดสหรัฐมีการลดภาษีนิติบุคคล เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลับไปสหรัฐ ขณะที่ไทยก็กำลังลดภาษีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะทำให้เกิดการช่วงชิงนักลงทุนต่างชาติ
“หากไทยมุ่งแข่งเรื่องภาษี ก็อาจจะแพ้ได้ ตอนนี้ทุกคนมุ่งจะเสนอสิทธิประโยชน์เหมือนกันหมด ทางที่ดีที่จะเรียกนักลงทุนเข้ามาลงทุนระยะยาว คือรัฐบาลต้องให้ความเชื่อมั่น และสร้างความต่อเนื่องในการลงทุน แม้จะเลื่อนเลือกตั้ง แต่หากรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นด้านแผนการลงทุน ว่าสามารถส่งต่อนโยบายให้เกิดความต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลหน้าได้ ก็จะเป็นหมากสำคัญทำให้เอกชนกล้าลงทุน และเริ่มกลับมาลงทุนได้ตั้งแต่วันนี้ สิ่งเหล่านี้ถ้าสร้างได้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสกลับมาโตเหนือ 4% ได้ในปีนี้” นายอมรเทพกล่าว
ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าขนาดนี้ ภาครัฐคงต้องมองหาวิธีรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ เสียแล้ว