ทรู-ไตรมาส 3
“TRUE” เปิดงบฯไตรมาส 3/2566 โกยรายได้ 50,137 ล้านบาท แต่ยังขาดทุน 1,589 ล้านบาท ฟากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่โตขึ้นเล็กน้อย รับอานิสงส์จากการไหลกลับของนักเที่ยว-แรงงานต่างชาติ
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 2566 บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้รวมภายหลังจากการจัดประเภทรายการใหม่ที่ 50,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้จากการให้บริการและการขายสินค้าที่เติบโตขึ้น
ส่วนรายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ภายหลังจากการจัดประเภทรายการใหม่เป็น 39,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเกิดจากการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก แต่ยังขาดทุนสุทธิ 1,589 ล้านบาท
ทั้งนี้ รายได้รวมก่อนจัดประเภทรายการใหม่อยู่ที่ 49,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.7% ส่วนรายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ก่อนการจัดประเภทรายการใหม่ 39,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 0.5%
รายละเอียดของผลการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มธุรกิจและรายได้จากส่วนต่าง ๆ เป็นดังนี้
- ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มีผลกระทบจากการจัดประเภทรายการใหม่) 31,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 0.2%
- ธุรกิจออนไลน์ 5,910 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 0.4%
- ธุรกิจโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก 1,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5.8%
- ธุรกิจอื่น 730 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 11.1%
- รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) (มีผลกระทบจากการจัดประเภทรายการใหม่) 39,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 0.5%
- รายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) 342 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 10.3%
- รายได้ค่าเช่าโครงข่าย 5,079 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 2.2%
- รายได้จากการขาย 4,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 18.7%
และในส่วนของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 51.3 ล้านราย แบ่งเป็นระบบเติมเงิน 35.7 ล้านราย และระบบรายเดือน 15.6 ล้านราย โดยรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) เป็น 198 บาทต่อเดือน เป็นของระบบเติมเงิน 103 บาทต่อเดือน และระบบรายเดือน 416 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ รายงานระบุด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน คือการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของการแข่งขันในตลาดที่มีการปรับปรุงข้อเสนอให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการ ส่วนผู้ใช้บริการระบบเติมเงินยังคงเติบโตแข็งแกร่ง เป็นผลจากการกลับมาอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างชาติ
อีกทั้ง TRUE ได้ก้าวผ่านระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังจากควบรวมบริษัท โดยในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมขั้นต้น (Gross Synergies) จำนวน 6.6 พันล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์จากการควบรวม (Integration Costs) จำนวน 2.2 พันล้านบาท ส่งผลให้ผลประโยชน์จากการควบรวมสุทธิ (Net Synergies) เป็นจำนวน 4.4 พันล้านบาท