กูรูแนะตลาดหุ้นปรับฐานหนุนเข้าซื้อสะสม เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้น ตปท. “กลุ่มเอเชีย-ญี่ปุ่น-ยุโรป-จีน”
นายสุกิตติ์ จรัสชัยวรรณา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจกองทุนรวม บล.โนมูระพัฒนสิน เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทตราสารทุน โดยเน้นสัดส่วนลงทุนในหุ้นกว่า 85% คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยของตลาดเป็นหลัก โดยสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวจะให้น้ำหนักในกลุ่มหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นเอเชีย, ญี่ปุ่น, ยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังให้น้ำหนักแค่ระดับปานกลาง เพราะประเมินว่าตลาดได้มีการปรับตัวขึ้นมาสักพักแล้ว
ส่วนตลาดหุ้นไทยแม้ว่าจะมีการปรับฐานลงบ้าง แต่ไม่ได้น่ากังวลจนต้องมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดขึ้นมา เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นไทยผันผวนระยะสั้น จึงมองว่าจังหวะที่ตลาดปรับฐานเป็นโอกาสเข้าซื้อสะสม โดยให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยแค่ 5% โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินกรอบดัชนีฯสิ้นปีนี้ไว้อยู่ที่ระดับ 1,900 จุด จากปัจจัยของเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องทั้งในปีนี้เและปีหน้า รวมถึงช่วงไตรมาส 1/61 การเติบโตภาคการส่งออกไทย ขยายตัวกว่า 17% การท่องเที่ยวเติบโต 10% และการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น 6.1% ทำหนุนให้จีดีพีปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% จากเดิมที่ 3.9%
ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/61 บริษัทคาดว่าตลาดอาจจะมีความกังวลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยประเมินว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง อยู่ที่ระดับ 2.5% ภายในสิ้นปีนี้ และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีหน้า ไปอยู่ที่ระดับ 3% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงที่ในระดับ 1.5% โดยมองว่าสินทรัพย์ที่ไม่แนะนำลงทุน คือ ตราสารหนี้ เนื่องจากเป็นช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นจึงอาจจะกระทบกับราคาพันธบัตรให้ปรับลดลงได้
“ปีนี้ไม่แนะนำลงทุนตราสารหนี้มากนัก แต่เทรนด์ที่น่าจะลงทุนได้คาดว่าต้องรอช่วงปีหน้า โดยแนะนำลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 1 ปี ไม่เกิน 2 ปี เนื่องจากระดับตราสารหนี้ยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และเน้นลงทุนระยะยาว 3-5 ปี” นายสุกิตติ์กล่าว
อย่างไรก็ตามจะต้องจัดสรรสินทรัพย์แบบ “ระมัดระวัง” โดยแนะนำสัดส่วนลงทุนในหุ้น 30% ตราสารหนี้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 50-60% และกองรีท 10% ผลตอบแทนที่คาดหวัง 4.5%
นายกิตติคุณ ธนรัตน์พัฒนกิจ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า จากความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะเข้าซื้อสะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก โดยสินทรัพย์ที่บริษัทให้น้ำหนักคือสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ได้แก่ ตลาดหุ้นจีน, ญี่ปุ่น, ยุโรป เป็นต้น เนื่องจากภาพรวมของกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตดี แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เข้ามากระทบให้เกิดการปรับฐานแต่เป็นแค่ระยะสั้น ขณะที่การลงทุนระยะยาวยังน่าสนใจ
“คำแนะนำช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง หากนักลงทุนสามารถรับความผันผวนได้ แนะนำเลือกลงทุนในตลาดหุ้นจีน เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจเติบโตโดดเด่นและมีอัตราการขยายตัวจากเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งภาคการบริโภคและเศรษฐกิจใหม่ “Digital Economy” ประกอบกับสภาพการเมืองของจีนเริ่มจะมีความมั่นคงมากขึ้น เป็นแรงหนุนช่วยผลักดันให้ภาคการลงทุนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตลาดหุ้นจีน Valuation ปรับลดลงมาตั้งแต่ต้นปีด้วย” นายกิตติคุณกล่าว
นายกิตติคุณกล่าวว่า ส่วนตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ประเมินกรอบดัชนีฯอยู่ที่ระดับ 1,850 จุด เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังพอมี Upside แต่ความผันผวนยังพอมีเข้ามาระหว่างทาง จึงแนะนำนักลงทุนให้เลือกการลงทุนเป็นพอร์ตฟอริโอ เน้นลงทุนกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าเป็นพอร์ตการลงทุนที่เน้นการลงทุนภายในประเทศ ให้ผสมผสานหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ดีและเหมาะสมกับการลงทุนช่วงนี้
สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงและต้องการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทแนะนำกองทุน K-GINCOME ที่มีการกระจายการลงทุนใน 2,500 สินทรัพย์ทั่วโลก น่าจะเป็นทางเลือกให้นักลงทุนได้ดี ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับปานกลาง อาจจะเลือกกองทุนน้ำมัน, ทองคำ โดยปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนในหุ้น 55% ตราสารหนี้ 30-40% และอื่นๆ 10%
“ปีนี้ยังเน้นน้ำหนักในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากหุ้นขนาดเล็กในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงที่กำลังปรับฐาน รวมถึงปัจจัยราคาน้ำมันก็เป็นตัวหนึ่งที่ส่งผลต่อราคาหุ้นไทย จึงให้แนะนำการลงทุนกระจายในหลายเซกเตอร์” นายกิตติคุณกล่าว
นายณัฏฐะ มหัทธนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่น่าสนใจในช่วงนี้เป็นกลุ่มตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ ได้แก่ ตุรกี, อินเดีย, แอฟริกาใต้ เป็นต้น เนื่องจากมี Upside ที่ดี ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง Downside แบบจำกัด แต่นักลงทุนสามารถเข้าซื้อได้ตลอดไม่ต้องรอจังหวะ แต่จะต้องประเมินว่าตนเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน และอาจจะลงทุนในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว โดยเน้นกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลาย
ปีนี้บริษัทประเมินเป้าดัชนีฯไว้ที่ระดับ 2,000 จุด เกิดจากความคาดหวังที่ต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่นโยบายการเงินของ ธปท. ไม่ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยเนื่องจากยังมีอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ และปัจจัยเรื่องของการเลือกตั้งมีนโยบายที่ค่อนข้างผ่อนคลายมากขึ้น
นายกฤชนิพัทธ์ มาฆะสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายจัดสรรสินทรัพย์การลงทุน, กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 25% โดยหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ได้รับความสนใจเติบโตขึ้นกว่า 38% ซึ่งสอดรับกับเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จึงมองว่าในอนาคตตลาดหุ้นโดยรวมดีขึ้นหนุนอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นได้ แต่ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจอาจจะมีความไม่แน่นอนจากปัญหาเรื่องนโยบายการค้าของสหรัฐและจีน เพียงแต่ขณะนี้ยังมีทิศทางที่ดี แต่ในอนาคตอาจจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง โดยผลกระทบที่เกิดจะเกิดกับประเทศเล็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ จึงทำให้ตลาดหุ้นโดยรวมผันผวนขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการจัดพอร์ตจึงควรเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ
อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นในช่วงนี้เริ่มปรับตัวลงมาจากต้นปี ดังนั้นจึงถือว่าเป็นจังหวะที่เข้าซื้อสะสม และหาจังหวะที่ราคาปรับตัวขึ้นเพื่อขายทำกำไร