Skip to content

สุรชาติ : การเมือง 67 ทุลักทุเล แนวต้านทักษิณ จุดไม่ติด-สว.ขั้วอำนาจใหม่

30 ธ.ค. 2566 | 11:45น.
สุรชาติ : การเมือง 67 ทุลักทุเล แนวต้านทักษิณ จุดไม่ติด-สว.ขั้วอำนาจใหม่
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ในปี 2567 รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังเผชิญโจทย์ใหญ่-โจทย์ยาก สารพันปัญหาเตรียมปะทุ

การเมืองในประเทศ เข้าสู่จุดสิ้นสุดของระบอบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะ สว. 250 คน กำลังหมดอำนาจ

ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องฟันฝ่า การแจกเงินหมื่น ผ่านนโยบายดิจิทัลวอลเลตยังถูกจับตา ผสมผสานกับ วาระ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นโทษ

สถานการณ์ระหว่างประเทศ สงครามในหลายแนวรบยังไม่ยุติ กระทบปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศมหาอำนาจ หลายประเทศ

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะห์ผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าอะไร คือ โจทย์ร้อนปี 2567 ที่รัฐบาลเศรษฐาต้องระวัง

67 ยังทุลักทุเล

ศ.ดร.สุรชาติเริ่มต้นวิเคราะห์ว่า ถ้ามองโจทย์กรอบเล็ก ๆ 4 กรอบ การเมืองไทยปี 2567 ยังทุลักทุเล ถ้ามองเศรษฐกิจ กังวลว่ายังมีความผันผวน ส่วนความมั่นคงแกว่งไปแกว่งมาไม่จบ ส่วนมิติทางสังคมเราคุยกันน้อยมาก ยังเปราะบาง โดยมี 10 โจทย์ใหญ่

โจทย์ที่ 1 หลังเดือนพฤษภาคม จะเป็นการเมืองยุคหลัง คสช. ซึ่งมาถึงจุดสิ้นสุดจริง ๆ ยุคหลังประยุทธ์ เราเห็นการสิ้นสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ตอนนี้ สว. คือ จุดสุดท้าย คิดว่าหลังสงกรานต์ก็คงเห็นกระแสแล้ว แต่ทางวิชาการ การเมืองยุคหลัง คสช. จะจบ ณ เดือนพฤษภาคม และเลือก สว.ชุดใหม่ น่าติดตามว่าจะเห็นอะไร

โจทย์ที่ 2 ต้องยอมรับว่า 3 ป. ก็ปิดฉาก แม้มีคนโต้แย้งเยอะว่า ยังมีอิทธิพล ผมคิดว่าอิทธิพลที่มีอยู่เป็นเหมือนเงา เหมือนสุริยุปราคา ยังเห็นเงาอยู่ แต่เป็นเงามืด ๆ ส่วน พล.อ.ประวิตร บทบาทลดลงเยอะ พล.อ.อนุพงษ์ หายเข้ากลีบเมฆ เพื่อเก็บตัวสบาย ๆ กับสิ่งที่ได้มา พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีอีกสถานะหนึ่ง

เขย่า ครม.หลังเลือก สว.

โจทย์ที่ 3 ในอีกมุมหนึ่ง หลังเลือกตั้ง สว.เสร็จ การต่อสู้ในสภาจะเข้มข้นขึ้น ผมว่าตอบไม่ได้ทั้งหมด จนกว่าเราจะเห็นตัวละคร และองค์ประกอบใหม่ เพราะอำนาจบางส่วนใน สว.ยังมีอยู่ แต่น่าสนใจในระบบรัฐสภา หลังได้ สว.ชุดใหม่ การเมืองเข้มข้นแน่ ๆ แต่ยังบอกไม่ได้ ใครจะเป็นกลุ่มใหญ่ ฟันธงไม่ได้ จนกว่าจะเห็นตัวละครที่ลงมาแข่ง

โจทย์ที่ 4 พอองค์ประกอบ สว.ใหม่เข้ามา ซึ่ง สว.ตัดขาดจากพรรคการเมืองไม่ได้ แปลว่า ความเป็นรัฐบาลผสมในอนาคต โยงเข้ากับการเมืองในสภาสูง และส่งผลต่อการเมืองในสภาล่าง และส่งผลต่อตัวรัฐบาลเอง

ดังนั้น ความเป็นรัฐบาลผสม จะเห็นรูปร่างชัดอีกครั้งหนึ่งหลังจากเลือกตั้ง สว.แล้ว ดังนั้นถามว่า รัฐบาลผสมลงตัวหรือเข้าที่ไหม…ยัง เหมือนกับยังเขย่า ๆ กันอยู่ เสียงลือมาแล้ว หลังปีใหม่ปรับ ครม.ไหม หรือรอใครบางคนกลับมาอยู่บ้านปกติ แล้วถึงปรับ

หรือไปปรับ เมื่อรู้ฐานอำนาจในสภาสูง ผมคิดว่าจุดนี้คือจุดสุดท้ายของการเขย่า การปรับ ครม.ใหม่หลังปีใหม่ คิดว่าไม่มีผลอะไร แต่การปรับ ครม.ใหญ่ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเห็นหน้าตาของ สว. จะเป็นการจัดโครงสร้างอีกชุดหนึ่ง

ชิงฐานเสียงผ่านนโยบาย

โจทย์ที่ 5 การช่วงชิงฐานเสียงจะมากขึ้น พอเข้าสักกลางปี ก็จะต้องเห็นแล้วว่าอะไรเดินได้ เดินไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่อยู่ในรัฐบาล 4 ปี ก่อนเลือกตั้ง เพราะเขาจะสัญญาอะไรก็ได้ และไม่ทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครทำอะไรเขาได้

แต่หลังเลือกตั้ง 66 แต่พอมาเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง การทำอย่างนั้นมันล่อแหลม ขณะเดียวกันมีการช่วงชิงฐานเสียงในหมู่พรรครัฐบาล กับพรรคฝ่ายค้าน ดังนั้น โจทย์การชิงฐานเสียงโดยเฉพาะการผ่านมิติเชิงนโยบายปี 2567 กลางปีจะเห็นมากขึ้น อะไรจ่ายได้ อะไรทำได้

โจทย์ใหญ่กระจายอำนาจ

โจทย์ที่ 6 หลังตั้ง ครม. ผมคิดว่าผิดฝาผิดตัวแทบไปทุกกระทรวง กลางปีหน้า ครม.ต้องเข้าที่ เพราะถ้าจะผลักดันนโยบายให้สัมฤทธิผล ถ้า ครม.ไม่เข้าที่ ทำไม่ได้

โจทย์ที่ 7 การกระจายอำนาจจะมีแรงกดดันมากขึ้น หลังเลือกตั้ง 2562-2566 จะรวมอำนาจอย่างไรทำได้ แต่วันนี้กระทรวงรวมอำนาจใหญ่ที่สุด คือ กระทรวงมหาดไทย ก็เผชิญโจทย์หลายอย่าง เราเห็นการเติบโตในท้องถิ่นที่มากขึ้น และการปลดล็อกหลังโควิด-19 ท้องถิ่นก็โตในหลายจังหวัด

แรงกดดันกองทัพ-อนุรักษนิยม

โจทย์ที่ 8 เอาอย่างไรกับเรื่องทหาร เอาอย่างไรกับเรื่องปฏิรูปกองทัพ ผมคิดว่าปีหน้าแรงกดดันก็ม้วนกลับมา เพราะพอถึงวันที่ 1 เมษายน การเกณฑ์ทหารมาแล้วจะเกณฑ์อย่างไร จะลดจำนวนไหม

โจทย์ที่ 9 คนเริ่มกังวล หลัง ๆ ใครเชื่อว่าปีกอนุรักษนิยมหมดกำลัง ผมว่าไม่ใช่ ปีกอนุรักษนิยมไทย ผสมผสานกับปีกจารีตนิยม ผมอยากเห็นกลุ่มอนุรักษนิยมไทยเป็นอนุรักษนิยมกระแสหลัก เพราะถ้าสะวิงไปจารีตนิยมมาก ๆ ก็จะเป็นเหมือนอนุรักษนิยมที่ขวาสุดไปอีกทางหนึ่ง

เพราะโลกตะวันตกกำลังเห็นกลุ่มอนุรักษนิยม ที่เป็นขวา แต่ไม่ใช่ขวาแบบไทย เป็นประชานิยมปีกขวา เราเห็น เบรกซิตในอังกฤษ เห็นทรัมป์ เห็นมารีน เลอ แปน พรรคแนวร่วมแห่งชาติในฝรั่งเศส แต่วันนี้เราเห็นพรรคปีกขวาจัด ในเนเธอร์แลนด์ แต่ขวาไทยไม่มีลักษณะขวาประชานิยม แต่เป็นขวาจารีตนิยม

ศ.ดร.สุรชาติบอกว่า ปีกขวาไทยไม่ได้อ่อนแอ แต่ฝ่ายที่อ่อนแอ คือ ปีกประชาธิปไตย

โจทย์ที่ 10 ความแตกแยกทางการเมืองไม่หนีไปไหน โจทย์นี้ยังอยู่กับเรา เราจะเห็นการปิดฉาก คสช. จริง ๆ ด้วยการสิ้นสุดของ สว. ที่เหลือจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกฎหมายบางเรื่อง เรียกร้องว่าให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะเป็นการปิดฉากจริง ๆ รวมถึงอยากเห็นรัฐสภา ตั้งกรรมาธิการศึกษาคำสั่ง คสช. ฉบับไหนละเมิดสิทธิมนุษยชนควรยุบทิ้ง

เศรษฐา บนถนน 5 สาย

จากนักธุรกิจหมื่นล้าน “เศรษฐา” กลายมาเป็นนายกฯ คนที่ 30 บริหารประเทศไป 120 วัน เหยียบคันเร่งไปที่เศรษฐกิจการลงทุน แต่ “ศ.ดร.สุรชาติ” มองว่า งานด้านความมั่นคงเป็นแค่มิติเดียว ยังมีอีก 4 มิติ ที่ “เศรษฐา” กำกับให้ดี

“ถ้ามองอนาคต สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะเห็น คือการขับรถบนถนน 5 เลน ในถนน 5 เลน คือ 1.ถนนของชีวิตคนในสังคม 2.ถนนสายการเมือง 3.ถนนสายเศรษฐกิจ 4.ถนนสายบทบาทไทยในการเมืองโลก 5.สายความมั่นคง ทั้ง 5 สาย รัฐบาลต้องฟื้นฟู”

“ส่วนถนนความมั่นคง ต้องทำเส้นทางใหม่ งานความมั่นคงจะเดินเหมือน 9 ปีที่แล้ว ไม่ได้ รัฐบาลเจอโจทย์ใหม่ ปัญหาใหม่ ด้วยรัฐบาลเองก็ใหม่ รัฐบาลจะพัฒนาเส้นทาง 5 สายนี้อย่างไร และจะขับรถ 5 คัน บนถนน 5 สาย ไปด้วยกันได้อย่างไร”

มองในเชิงนโยบายรัฐ 5 สายเชื่อมโยงกันทั้งหมด นายกฯเศรษฐาอาจไม่ใช่คนขับ แต่ต้องเป็นคุมการเดินรถ 5 คัน ให้เดิน ถ้าเมื่อไหร่คิดว่าเป็นคนขับจะยุ่ง นายกฯต้องเป็นคนคุมรถ ให้วิ่งไปข้างหน้า ไม่ให้ตกข้างทาง พลิกคว่ำกลางทาง ไม่ให้มีอุบัติเหตุ ให้รถเดินหน้าได้ในปี 2567 นายกฯต้องคิดภาพใหญ่ และต้องการ Vision 5 Vision

แปลว่าปีหน้า อยากแนะนำให้นายกฯ นั่งนิ่ง ๆ เพื่อดูเส้นทาง 5 สายที่เสนอ ไม่ได้ชวนเจริญสติภาวนา แต่นั่งนิ่ง ๆ เพื่อให้เห็นถนน 5 สาย แล้วต้องเริ่มทำความเข้าใจกับถนนทั้ง 5 รู้ว่านายกฯรู้เรื่องเศรษฐกิจ แต่อีก 4 สาย ไม่ง่าย

ที่มีข่าวว่านายกฯ จะค้างทำเนียบรัฐบาล ผมเชียร์ และนายกฯควรชวน “ผู้รู้” มานั่งทานดินเนอร์ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำความเข้าใจถนนแต่ละสาย

“จำได้ว่า ยุคนายกฯทักษิณ 1 ตัดสินใจถอดสูท ปลดไท แล้วทำเวทีคุย ผมว่าเป็นตัวอย่างที่เคยเห็นในการทำนโยบาย และสำคัญ ต้องยอมที่จะเปิดใจฟัง และใน 5 สาย ยุ่งทั้ง 5 เพราะแต่ละสายมีหลุม มีบ่อ มีตะปูเรือใบ ถนนความมั่นคงหนักกว่านั้น มีพวกถือปืนรออยู่ข้างหน้า ต้องยอม อย่าคิดว่านายกฯเดินสายได้อย่างเดียว”

ต้าน “ทักษิณ” จุดไม่ติด

เคสคุณทักษิณ ต้องชี้แจงกันไป ตอบได้อย่างหนึ่งว่า มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ได้สะท้อนอะไรมากกว่าความแตกแยกในการเมืองไทยที่ยังไม่จบ และบังเอิญคุณทักษิณเป็นตัวละครใหญ่ในปัญหาความแตกแยกชุดนี้ ฝ่ายต่อต้านก็คงไม่ยอม เพียงแต่กระแสต้านคงไม่กลายเป็นกระแสเหมือนกรณีเสื้อเหลือง หรือกรณีนกหวีดได้จริงจัง

เพราะกระแสชุดนี้ในปัจจุบันอ่อนลงไปมาก เพราะมีปัญหาอื่น ๆ ในการเมืองไทยเข้ามา คงเหลือแต่กลุ่มเดียว หน้าเดิม ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ไม่มีอะไรผิดคาด เพียงแต่พลังไม่มี

แม้จะมีการปลุกคำว่า “นักโทษเทวดา” ขึ้นมาโจมตี แต่ “ศ.ดร.สุรชาติ” เชื่อว่าปลุกไม่ขึ้น

“เพียงแต่เกิดภาพเปรียบเทียบ แต่อีกด้านหนึ่ง คนสนับสนุนคุณทักษิณเองก็เยอะ และถ้าถอยกลับไปดูข้อเท็จจริงทางการเมือง คดีนายกฯทักษิณ เป็นคดีการเมืองในตัวเอง เหมือนกับคดีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่องการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี”

“คดีพวกนี้ใช้ข้อกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะนัยของคดีเป็นวัตถุประสงค์เพื่อจัดการทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม”

ปัญหาทะเลแดงไม่ลุกลาม

ในโจทย์ความมั่นคงด้านต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ “เศรษฐา” ไม่อาจมองข้าม เมื่อสงครามในอิสราเอล ขยายผลไปถึงการที่กลุ่มกบฏฮูตี โจมตีการเดินเรือในทะเลแดง สะเทือนเศรษฐกิจโลก

“ศ.ดร.สุรชาติ” อ่านสถานการณ์ว่า กรณีที่ฮูตีโจมตีเรือสินค้าพาณิชย์ ควบคุมเรือสัญชาติญี่ปุ่น แต่เกินกว่านั้นเรายังไม่เห็น ถามว่าการโจมตีของฮูตี หนักหน่วงจนควบคุมไม่ได้ไหม…คำตอบคือไม่จริง และที่คาดว่าทะเลแดงจะกลายเป็นพื้นที่การรบใหม่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่เกิดขนาดนั้น

เพราะฮูตีไม่มีความสามารถทางทหารมาก ขณะเดียวกันขีดความสามารถของฝ่ายตะวันตกที่จัดตั้งกองเรือผสมในการควบคุมสถานการณ์ เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าพื้นที่แถวนั้นมีกองเรือผสมอยู่แล้ว

ดังนั้น สัญญาณที่ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ในทะเลแดงกำลังกลับสู่ภาวะปกติ คือ บริษัทเมอส์ก ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่ ประกาศกลับมาใช้เส้นทางเดิม แปลว่าอยู่ในภาวะควบคุมได้ เว้นแต่อิหร่านตัดสินใจเปิดสงครามใหญ่และผลักดันให้ฮูตีเปิดสงครามใหญ่ในทะเลแดง ก็คงไม่น่าเกิดขึ้น

ส่วนสงครามในอิสราเอล-ฮามาส ในปี’67 คงยังรบกันต่อ และต้องคิดต่อในเรื่องการปกครองและครอบครองในฉนวนกาซา จะเริ่มเป็นโจทย์ใหญ่และการฟื้นฟูในอนาคต

กำหนดท่าทีปมเมียนมา

ขณะที่สถานการณ์ในเมียนมา ในปี 2567 เป็นสถานการณ์ที่ต้องตามดูว่า การสูญเสียพื้นที่ของกองทัพพม่าที่เห็นมาตั้งแต่ 27 ตุลาคม จะนำไปสู่สถานการณ์ที่มากขึ้นอย่างไร หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามอาจเข้าไปถึงกรุงเนย์ปิดอว์ ซึ่งมีความเป็นไปได้หากกองทัพทหารพม่าถอยร่นต่อเนื่อง

อาจเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ถ้าการถอยร่นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แปลว่าในปี 2567 อาจต้องเปิดเวทีคุยเพื่อยุติศึก แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำทหารในพม่า เพราะกองทัพพม่ามีขนาดใหญ่และทำการรบต่อได้ เพียงแต่พื้นที่การควบคุมของกองทัพพม่าก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ

ส่วนท่าทีของไทย คงต้องกำหนดนโยบายเพื่อรองรับสถานการณ์ เนื่องจากไทยมีพรมแดนขนาดใหญ่ติดต่อกับเมียนมา จะกระทบไทยโดยตรง

หลังปี 2567 รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงไทย กระทรวงการต่างประเทศของไทย ควรคุยเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อกำหนดทิศทางของไทยควรมีบทบาทมากน้อยเพียงใด หากเกิดสถานการณ์พลิกผันในพม่า

นายกฯเซลส์แมนไม่พอ

เมื่อนายกฯรับบท “เซลส์แมน” ดึงนักลงทุนโลก-ลงทุนไทย บทบาทแค่นี้เพียงพอหรือไม่ในเวทีโลก ปี 2567 “ศ.ดร.สุรชาติ” ตอบว่า โดยพื้นเพนายกฯ ที่มาจากภาคธุรกิจ คงเห็นความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขณะเดียวกันอาจต้องใช้กระทรวงการต่างประเทศทำงานด้านความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างนี้ เป็นบทบาท ผู้นำต่างประเทศหลายประเทศก็เคยเล่น

เพียงแต่ต้องมีส่วนสำคัญ คือ กระทรวงการต่างประเทศ ต้องรับบทบาทหลักในการเมือง ความมั่นคง คำถามคือหลังปีใหม่จะมีทิศทางการจัดการความมั่นคง กับเศรษฐกิจในเวทีระหว่างประเทศอย่างไร ต้องคิดต่อ

และยังมีผลที่เกิดจากปัญหาด้านความมั่นคงในหลายเรื่อง รัฐบาลต้องนำมาเป็นประเด็นในการกำหนดนโยบาย คิดแต่เรื่องเศรษฐกิจด้านเดียวไม่พอ เพราะเวทีโลก ปี 2567 การแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ ในเวทีโลกและเวทีตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเข้มข้นขึ้น

ส่วนนโยบายเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรูใคร ยังใช้ได้หรือไม่ “ศ.ดร.สุรชาติ” กล่าวว่า พูดได้ในเชิงหลักการ สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือจะกำหนดความสัมพันธ์ในภาพรวม ซึ่งไทยไม่สามารถมีข้อขัดแย้งกับรัฐมหาอำนาจใหญ่ ๆ ได้ เพราะมีโจทย์ที่เป็นผลประโยชน์ของไทยในแต่ละเรื่อง

ต้องคิดต่อว่าไทยจะกำหนดท่าทีแต่ละเรื่องอย่างไร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาล สว.