เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พรีเมียร์ลีกอลเวง ทีมใหญ่ดัน-ทีมเล็กต้านเปลี่ยนระบบแบ่งรายได้

24 เม.ย. 2561 | 21:10น.

อาฮุย แผ่นดินใหญ่ : เรื่อง

พรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของโลก พิสูจน์ได้จากมูลค่าประมูลสัญญาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทั้งจากภายในประเทศเอง สัญญาระยะ 3 ปี ระหว่าง 2016-2019 มูลค่ารวม 5.1 พันล้านปอนด์ และที่สำคัญคือรายได้จากการประมูลในต่างประเทศที่มูลค่ามหาศาลไม่แพ้กัน กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับทั้งลีก และสโมสรในลีกสูงสุด ซึ่งรายได้จากต่างประเทศนี้จะถูกนำมาแบ่งให้ 20 ทีมในลีกอย่างเท่าเทียมกัน แต่ระเบียบนี้กำลังถูกทีมใหญ่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง

ปี 2017 มีกระแสข่าวว่า “บิ๊ก 6” หรือ 6 ทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกยุคใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และ อาร์เซนอล พยายามผลักดันให้ลีกเปลี่ยนกฎซึ่งใช้ร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นรีแบรนด์ลีก โดยต้องการปรับให้เงินจากการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในต่างประเทศร้อยละ 35 แบ่งจ่ายให้ทีมในลีกในรูปแบบเงินรางวัลลดหย่อนกันตามอันดับในตารางแทนที่ระบบแบ่งให้ทุกทีมเท่ากันหมด

ภายใต้สัญญาแบบเดิม ทีมในลีกได้เงินส่วนแบ่งจากสัญญาถ่ายทอดสดในต่างประเทศระยะ 3 ปี สัญญาครั้งหลังสุด (2016-2019) มีมูลค่ารวมที่ 3 พันล้านปอนด์ แต่ละทีมได้ประมาณ 39 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาล แต่ข้อเสนอที่ 6 ทีมใหญ่พยายามกดดันให้เกิดขึ้นจะส่งผลให้ทีมในลีกเหลือเงินจากส่วนแบ่งที่จ่ายให้ทุกทีมเท่ากันที่ 25 ล้านปอนด์ ส่วนทีมที่จบอันดับหัวตาราง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้น 6 ทีมนี้)

จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้นอีกหลายล้านปอนด์ต่อฤดูกาล ส่วนทีมที่จบท้ายตารางจะได้ส่วนแบ่งน้อยลงหลายล้านปอนด์ กรณีที่จบอันดับ 20 มีแนวโน้มเม็ดเงินหายมากที่สุดคือลดลงไป 14 ล้านปอนด์ เหลือแค่เงินการันตีเท่ากับทีมอื่นที่ 25 ล้านปอนด์

ปี 1992 ที่สโมสรในลีกตกลงร่วมกันว่าจะแบ่งเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในต่างประเทศให้ทีมในลีกแบบเท่ากันทุกทีม มูลค่าตลาดลูกหนังอังกฤษในต่างประเทศในช่วงที่กระแสนิยมหรือเทคโนโลยียังไม่พัฒนาแบบพุ่งทะลุเพดานเหมือนทุกวันนี้ แทบไม่มีนัยสำคัญสำหรับบรรดาทีมในลีกที่ทำผลงานเหนือกว่าคู่แข่งท้ายตาราง

แต่ ณ เวลานี้ ลีกอังกฤษขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด สัญญาถ่ายทอดสดระหว่าง 2019-2022 ที่จีนประมูลไปได้ครั้งล่าสุดมีมูลค่ามากถึง 488 ล้านปอนด์ ขณะที่ผู้ถือสัญญาถ่ายทอดสดในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 6 ปีหลังสุดตั้งแต่ 2015-2022 มูลค่ารวมถึง 697 ล้านปอนด์ เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้ยิ่งทำให้ทีมใหญ่ตาลุกวาวเร่งดันข้อเสนอมากขึ้น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกระแสได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณทีมหัวกะทิแถวหน้าอย่างกลุ่ม “บิ๊กโฟร์” เดิม (อย่างน้อยก็ในมุมมองของ 4 ทีมใหญ่เอง) ในฐานะผู้ปรุงความเข้มข้นของการแข่งขันทั้งในลีกและระดับทวีปจนฐานแฟนเพิ่มสู่ตลาดวงกว้าง มูลค่าลีกโดยรวมยิ่งเพิ่มตามไปด้วย

แต่กำแพงที่ขวางกั้นข้อเสนอระเบียบใหม่ในพรีเมียร์ลีกคือ 11 ทีมในลีกที่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย (นอกเหนือจาก 6 ทีมใหญ่ยุคใหม่แล้ว ว่ากันว่าเอฟเวอร์ตัน, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และเลสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่เทน้ำหนักให้ข้อเสนอใหม่นี้) ทำให้ริชาร์ด สคูดามอร์ ผู้บริหารระดับสูงของพรีเมียร์ลีกไม่สามารถหยิบประเด็นนี้ไปขับเคลื่อนต่อได้ เนื่องจากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนครบตามองค์ประกอบ 2 ใน 3 ของเสียงทั้งหมด

ขณะที่ทีมอื่นในลีกโต้แย้งว่า สภาพการแข่งขันโดยรวมในลีกอังกฤษที่แฟนบอลทั่วโลกรู้กันดีว่า ไม่ว่าทีมไหนก็สามารถชนะ หรือแพ้ใครก็ได้เช่นกัน ความพลิกผันในผลการแข่งที่ออกได้ทุกหน้าโดยไม่สามารถคาดเดาได้เป็นเสน่ห์ที่ฟุตบอลอังกฤษมอบความระทึกให้กับแฟนลูกหนังทั่วโลกจนได้รับความนิยม

การเจรจาถูกเลื่อนไปหลายรอบเพื่อหาแนวทางกึ่งกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จนกระทั่งการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดกลางเดือนเมษายน สคูดามอร์ลั่นวาจาว่า การถกเถียงและพิจารณาข้อเสนอต้องได้ข้อสรุปในการประชุมสามัญประจำปีของลีกในเดือนมิถุนายนนี้

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขรายได้ จากสัญญาการถ่ายทอดสดในประเทศ ซึ่งเพิ่งประมูลไป 5 แพ็กเกจ จากทั้งหมด 7 แพ็กเกจที่พรีเมียร์ลีกเปิดให้ประมูลสิทธิ โดยมูลค่ารวม 5 แพ็กเกจที่ได้คือ 4.4 ล้านปอนด์ ลดลงจากสัญญาก่อนหน้านี้ที่ได้มูลค่า 5.1 ล้านปอนด์

แม้แนวโน้มรายได้ในประเทศลด รายได้จากสัญญาถ่ายทอดสดในต่างประเทศถูกจับตามองว่าจะโตกว่ารอบประมูลก่อนหน้านี้ร้อยละ 40 ซึ่งยิ่งรายได้ส่วนนี้มากขึ้น การแบ่งภายใต้รายได้ตามสัญญาเดิมยิ่งทำให้ 6 ทีมใหญ่รู้สึกว่าไม่เท่าเทียมมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทีมขนาดเล็กอย่างคริสตัล พาเลซ, สวอนซี และบอร์นสมัธ ซึ่งเพิ่งได้นักลงทุนอเมริกันเข้ามาลงทุนในทีม เพราะพวกเขาสนใจผลประโยชน์อันเนื่องมาจากสัญญาการแบ่งรายได้แบบเท่าเทียมในลีก หากสัญญาเปลี่ยนแปลง มูลค่าของทีมก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย

ในฐานะแฟนบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง เรื่องเงินทองในลีกที่รวยที่สุดในโลกอาจดูซับซ้อนอยู่บ้าง แต่เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการทำทีมในระดับหนึ่ง

เมื่อดูจากตัวเลขงบประมาณของแต่ละทีม เม็ดเงินเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญต่อผลงานในสนามที่แฟนบอลเชียร์กัน ฉะนั้นต้องลุ้นกันว่าการเงินในเกมลูกหนังยกนี้จะออกหน้าไหน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พรีเมียร์ลีก ฟุตบอลอังกฤษ