“น้ำทรัพย์สไตล์” ขี่ม้าเลาะภูเขา-ชมวิถีพอเพียงจากหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง สู่หมู่บ้านเข้มแข็ง
หากใครนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น Destination ในจังหวัดภาคใต้ตอนบน คงหนีไม่พ้นอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี หรืออำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของทั้งชาวไทย-ชาวต่างชาติ
ทว่าหากใครต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากเดินเลียบชายหาดชิล ๆ สู่ การเดินเท้า-ขี่ม้าเลาะภูเขา สไตล์ “Extreme” ของบ้านน้ำทรัพย์ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หมู่บ้านที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาสลับสูง-ต่ำ
พร้อมกับได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านและสำคัญที่สุด คือ การเห็นวิถีชีวิต (จริง) ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง-ศาสตร์แห่งพระราชา ของชาวบ้าน…ไม่มีบท-ไม่มีสคริปต์ให้เล่นตาม
@ “น้ำทรัพย์สไตล์” ท่องเที่ยววิถีคาวบอย
“ชูชาติ วรรณขำ” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้ำทรัพย์ หมู่ 9 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบัน อายุ 55 ปี เปิดบ้านผู้ใหญ่ให้คณะ “มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” ได้ถ่ายทำความเป็นอยู่-ชีวิตจริงของชาวบ้านหมู่บ้านน้ำทรัพย์ แบบหมดเปลือก

“ช่วงแรกที่ทำไม่ได้ตั้งใจให้คนมาดูงาน คิดว่าคงจะมีคนมาเที่ยวบ้าง แต่พอทำไปได้สักระยะ คนก็เริ่มมาเที่ยวผ่านการเข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคเดินทางมา “ดูงาน” 40,000 คนต่อปี”
ผ่านไป 10 ปี (ปี 2540-2550) ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพ-รายได้ ทำให้ช่วงปี 2549 อยากให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว จึงคิดอยากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกับจังหวัดท่องเที่ยวในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่
“ตอนนั้นไปดูงานทางภาคเหนือบ่อยจึงเอาดอกไม้สวย ๆ ของภาคเหนือมาปลูกเพื่อให้คนที่แวะมาล่องเรือป่าแก่งกระจานก็ต้องมาแวะถ่ายรูปที่นี่ แต่ก็ได้แต่คิดมาเกือบ 2 ปี แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร”

“แต่ไม่ได้ยอมแพ้ จึงคิดใหม่ โดยดูจากต้นทุนของเรามีอะไร เช่น สมัยก่อนที่ยังไม่มีการคมนาคมสะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทาง และชาวบ้านในหมู่บ้านก็มีม้าเป็นร้อย ๆ ตัวเพื่อใช้ต้อนวัวเข้าฝูง จึงเอาเรื่องการขี่ม้าเป็นจุดเด่นในการดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเคยมีและเคยเป็น”
หลังจากนั้นช่วงแรก ๆ เมื่อปี 2550 หมู่บ้านน้ำทรัพย์ถูกเรียกว่า “คาวบอยวิลเลจ” เป็นหมู่บ้านคาวบอย แต่หลังจากสถาบันนิด้าเข้ามาศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “กรีน คาวบอย วิลเลจ” เป็น “น้ำทรัพย์สไตล์”
“เขาบอกกว่า ทุกอย่างเดี๋ยวนี้ต้องเขียว ๆ ถึงจะขายได้”

@ ฐานเรียนรู้ “มีชีวิต”
“จุดเด่น” ของ “หมู่บ้านน้ำทรัพย์สไตล์” จึงเป็น “วิถีชีวิต” ของคนในหมู่บ้าน-ศูนย์เรียนรู้ที่ไม่ใช่เป็นแหล่งสาธิต แต่เป็นหมู่บ้านที่ทำจริง-ปฏิบัติจริง
“ถ้าคนถามว่าเรามีจุดเด่นอะไร เราก็จะบอกว่า จุดเด่นที่นี่ คือ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นวิถีที่ถูกส่งเสริมขึ้นมาและประสบความสำเร็จทั้งหมดที่พูดมานั่นแหละ คือ ฐานเรียนรู้ของผม”

“เอ้า อยากไปดูการเลี้ยงแพะก็ไม่ดูบ้านนี้ อยากดูการท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็ไปดูการปลูกมะนาว ดูสวนทุเรียนปลูกแซมในสวนมะนาว เป็นการเกษตรผสมผสาน อยากพักผ่อนก็พาไปขี้ม้าชมนกป่าแก่งกระจาน ชั่วโมงละ 500 บาท”
ปัจจุบันมีที่พักเป็น “โฮมสเตย์” สำหรับรองรับนักท่องเที่ยว 8 หลัง หลังหนึ่งพักได้10 คน ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้านในหมู่บ้านน้ำทรัพย์นั่นเอง
@ ย้อนตำนาน “ผู้ใหญ่บ้านชูชาติ”
อย่างไรก็ตามกว่าจะมาถึงวันนี้ “ผู้ใหญ่ชูชาติ” ผู้พลิก “ผืนดิน” จากภูเขาหัวโล้น สู่ ภูเขาที่มี “ผืนป่า” ปกคลุมเขียวขจี ต้องอาศัยลูกบู๊-บุ๋นกับ “นายทุน” ที่เขามาตัดไม้ทำลายป่าเพียงเพื่อหวังประโยชน์จากต้นไม้ที่ไร้วิญญาณไปทำเป็นถ่าน-เตาถ่าน
“ช่วงปี 2524 ถึง 2526 ภูเขาที่เห็นรอบ ๆ เป็นเขาหัวโล้นหมดเลยนะ ที่เห็นเป็นย่อม ๆ มันเคยโล้นมาก่อน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากกลุ่มทุนใหญ่เอาคนมาจากที่อื่นมาตัดไม้ทำถ่าน ทำเตากันทั้งวัน ทั้งคืน”
จากปัญหาคนต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่ จากชาวบ้านเพียง 200 คนก็เพิ่มเป็น 2,000 คน ซึ่งนำมาพร้อมกับปัญหายาเสพติด (ยาบ้า)

“ช่วงที่มาอยู่ใหม่ ก่อนหน้านี้ 30-40 ปีที่ผ่านมา บ้านน้ำทรัพย์ ความอุดมสมบูรณ์มาพร้อมกับการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน คนที่มาจับจองพื้นที่ทำกินสมัยนั้นจึงอาศัยดินดำ น้ำชุ่ม อยู่กับธรรมชาติ ปลูกถั่วลิสง เก็บละหุ่งขาย จำนวนไม่มาก”
“ต่อมาก็เริ่มปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วงแรกปลูกไม่เยอะ ฝนฟ้าก็ยังตกต้องตามฤดูกาล แต่พอปลูกปริมาณมากขึ้น เริ่มเก็บผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ ลงทุนสูงขึ้น ช่วงที่สาหัส คือ ปี 2525 – 2530 ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ตลอดระยะเวลา 10 ปี”
เมื่อไม่สามารถเก็บผลิตผลทางการเกษตรได้ตามที่ต้องการ ประกอบกับช่วงปี 2530 ถึง ปี 2540 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดความล้มเหลวในเรื่องวิถีการหาเลี้ยงชีพ-เปลี่ยนอาชีพจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ขาย
การได้เห็น-รับรู้ความอุดมสมบูรณ์-ความล้มเหลว จาก “จุดสูงสุด” สู่ “จุดต่ำสุด” ของหมู่บ้านน้ำทรัพย์ เมื่อเขามาเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำทรัพย์ในปี 2540 จึงเริ่มหารือกับชาวบ้านและกำหนดเป็นแผนระยะยาว 10
สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด “ผู้ใหญ่ชูชาติ” ได้น้อมนำปรัชญา-ศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบรพิตร หรือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใส่เกล้าใส่กระหม่อมใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา-แก้ปัญหา ตลอด 20 ปีของการเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำทรัพย์

@ น้อมนำศก.พอเพียง-ศาสตร์พระราชา
เรื่องแรก การแก้ปัญหายาเสพติดภายในระยะเวลา 6 เดือน ขณะนั้น 128 ครัวเรือน ปัจจุบันมี 216 ครัวเรือน 540 คน และประกาศเป็นประชาคมหมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติปลอดยาเสพติด (ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2541
เรื่องที่สอง การใช้ชีวิตแบบวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปัญหาหนี้สินและสร้างอาชีพ-รายได้ เริ่มแรกจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ จำนวน 42 คน 6,120 บาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน ปัจจุบันมีสมาชิก 1,300 คน 67 ล้านบาท และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อปี 2547 ภายใต้พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 องค์หนึ่ง ว่า
“กระบวนการสหกรณ์เป็นการดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และมีกระบวนการประชาธิปไตยในสหกรณ์”
นับแต่นั้นมาสหกรณ์ก็เติบโตมาเรื่อย ๆ จากการสร้างและปลูกฝังว่า ชาวบ้านเป็นเจ้าของสถาบันการเงิน ทุกคนได้มีส่วนร่วม ทุกคนมีสิทธิ์-มีเสียง

@ “ตื่นมามีรายได้ทุกวัน”
จากวันนั้นถึงวันนี้สหกรณ์สามารถแก้ปัญหาการเป็น “หนี้นอกระบบ” เพราะชาวบ้านมีแหล่งเงินทุน และส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จัก “การออม” สามารถจัดการตนเองได้ รวมถึงการส่งเสริมให้คนทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย สำคัญ คือ รู้จักคำว่า “พอเพียง” มาพร้อมกับการส่งเสริมการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จนทำให้ได้รับรางวัล “ชุมชนคนรักการทำบัญชี ทำดีถวายในหลวง”
การประกอบอาชีพ เปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูก “พืชผสมผสาน” ลดพื้นที่ปลูกแต่ “ตื่นมามีรายได้ทุกวัน” 1 หมู่บ้าน มีรายได้ต่อปี 60 ล้านบาท รองลงมาคือ การปลูกมะนาว พันธุ์แป้นพวงและแป้นรำไพ 40 กว่าล้านต่อปี รวมรายได้ทั้งหมด 100 กว่าล้านบาทต่อปี หรือ 2 แสนบาทต่อครัวเรือน
เป็นการเดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการแกะ-ถอดพระบรมราโชวาท-หลักการทรงงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับชาวบ้านตอนนี้ชาวบ้านจึงภูมิใจที่เป็นหนี้เพราะส่วนใหญ่เป็น “หนี้เพื่อการลงทุน”
ปัจจุบันขยายผลไปยังหมู่บ้านได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์-ทุกครัวเรือน โดยใช้ “คนต้นแบบ-ครัวเรือนต้นแบบ”


@ จากภูเขาหัวโล้น สู่ ผืนป่า 6 พันไร่
เรื่องที่สาม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ กำหนดแนวเขตชัดเจนพื้นที่ใดเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน พื้นที่ทำกิน โดยพื้นที่ไหนเป็นป่าอนุรักษ์ต้องช่วยกันดูแล สร้างกติการ่วมกัน
ข้อแรก ห้ามบุกรุก ตัดไม้ ทำลายป่า ข้อสอง ห้ามจุดไฟ หรือ ประมาททำให้เกิดไฟไหม้ป่า ข้อสาม ดูแลรักษาป่าและปลูกป่าให้เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันพื้นที่หมู่บ้านในเมือง 4,000 ไร่ พื้นที่ป่าไม่ 6,000 ไร่ พื้นที่ต้นน้ำ 2,000 ไร่ จากวันนั้นถึงวันนี้ไฟไม่ไหม้ป่ามากว่า 22 ปีแล้ว
“ผู้ใหญ่ชูชาติ” เล่าให้ฟัง ว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าไปอบรมโครงการอนุรักษ์ป่าในปี 2541 กรมป่าไม้อยากเป็นเจ้าของดูแลป่าแต่เพียงผู้เดียว เป็นผู้รักษากฎหมายเพื่อปกป้องป่าไม้ ใครอย่ามาแตะของข้า แต่ก็เป็นได้แค่เสือกระดาษ
“ความเป็นจริงชาวบ้านเริ่มเห็นสภาพความเป็นจริงของเราเอง เริ่มดูแลป่าของเราเอง และมีการจัดการอบรม มอบหมายเป็นภารกิจ เท่ากับว่าเราเป็นคนของพระราชินี เหมือนทหารเสือราชินีที่ต้องดูแลป่า ชาวบ้านก็จะรู้สึกว่า เราไม่ใช่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา จึงเกิดเป็นความภาคภูมิใจ ความตั้งอกตั้งใจของชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ”

@ รางวัลแห่งเกียรติยศ
จากการพัฒนาตามแผนระยะยาว 10 ปีที่ผ่านมา จากปากต่อปากสู่การประเมินจากหน่วยงานรัฐทำให้หมู่บ้านน้ำทรัพย์ถูกกล่าวขานว่า เป็นหมู่บ้านต้นแบบ-ศูนย์เรียนรู้ และได้แข่งขันประกวด ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา
2 รางวัลแรกที่ได้รับในระดับประเทศ คือ รางวัลชนะเลิศ “โครงการประมงต้นแบบฟื้นฟูสัตว์น้ำหน้าบ้าน” และรางวัลรองชนะเลิศระดับภาค “หมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตัวเอง”
นับตั้งแต่นั้นมาจาก “หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง” สู่ “หมู่บ้านติดดาว” เพราะเริ่มประกวดมาตั้งแต่ปี 2549 จนในปี 2552 ได้รับรางวัลพระราชทานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข และ รางวัลหมู่บ้านเขียวขจีดีเด่น เป็นต้น

@ เบื้องลึกความสำเร็จ
“ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำทรัพย์” เปิดเผย “เคล็ดลับ” แห่งความสำเร็จ ว่า หมู่บ้านได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจพอเพียงจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จากการที่หมู่บ้านมีชื่อต่อท้ายโครงการว่า “อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
“เมื่อก่อนเขาไม่สนใจเราเลย เพราะแก่งกระจานไม่ได้อยู่ในพื้นที่เป้าหมายที่เขาต้องทำ 3 เรื่อง เรื่องแรก เป็นพื้นที่หมู่บ้านชายแดน เรื่องที่สอง เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริ เรื่องสาม เป็นหมู่บ้านพัฒนาตามนโยบายรัฐบาล ทำให้หมู่บ้านไม่อยู่ในสายตาของภาครัฐ”
ดังนั้น กระบวนการจัดการของหมู่บ้านน้ำทรัพย์ จึงเกิดจากการสร้างแรงจูงใจชาวบ้าน โดยการพึ่งบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ชาวบ้านเดินตามรอยพระองค์ท่าน ทำให้ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจ มีกำลังใจทำ
@ หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้-ศก.พอเพียง
หลังจากนี้ “ผู้ใหญ่ ฯ ชูชาติ” กำหนดเป้าหมาย-วิสัยทัศน์ให้บ้านน้ำทรัพย์เป็น “หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้” และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การใช้วิถีเศรษฐกิจพอเพียง และจะเพิ่มเติม การจัดการขยะ สิ่งแวดล้อม นวัตกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เรื่องใหม่ที่จะทำต่อไป (เมษายน) คือ เตรียมพื้นที่เพื่อปลูกผักปลอดสารทั้งหมด ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ลดต้นทุนภาคเกษตร การปลูกมะนาวมีต้นทุนไม่เกิน 10%”

