Skip to content

Notice and Takedown

29 เม.ย. 2561 | 22:42น.
Notice and Takedown

การละเมิดงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดลิขสิทธิ์บนโลกออนไลน์ กลายเป็นสิ่งใกล้ตัวคนไทยหลังจากโลกโซเชียลเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้การละเมิดลิขสิทธิ์-เครื่องหมายการค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ง่าย หากผู้ใช้งานไม่เข้าใจและกระทำโดยไม่รู้ตัว โดยการจำแนกการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งกรณีละเมิดในตัวสินค้า อาทิ ตุ๊กตา แผ่นซีดีเพลง ภาพยนตร์ หรือสินค้าที่มีรูปการ์ตูน กับกรณีการละเมิดผลงานที่จับต้องไม่ได้ เช่น การละเมิดในการเผยแพร่เพลง-ภาพยนตร์-รายการฟุตบอล การ live สดขายสินค้า โดยเฉพาะในปี 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้กระทำละเมิดบนอินเทอร์เน็ตได้รวม 103 คดี และยึดของกลางได้รวม 8,913 ชิ้น

ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงกฎหมายการดูแลการละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเทอร์เน็ต ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้กฎหมายมีความทันสมัยและทันต่อการละเมิดในยุคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีเรื่องที่เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP safe harbor), การคุ้มครองมาตรการทางเทคโนโลยี และการเข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WCT) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนมากที่สุด

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ที่แก้ไขใหม่นี้บัญญัติกระบวนการระงับการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า “notice and takedown” ซึ่งเป็นวิธีการสากลใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

กระบวนการ notice and takedown คือ เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถแจ้งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เห็นว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของตน ซึ่งผู้ให้บริการจะต้องนำงานนั้นออกโดยไม่ชักช้า แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดแจ้งเท็จต่อผู้ให้บริการ บุคคลนั้นจะมีความผิดตามร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้เช่นกัน จะเห็นว่ากระบวนการ notice and takedown นี้ทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ที่ถูกละเมิดสามารถดำเนินการยับยั้งการละเมิดได้ด้วยตนเอง และแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น

ส่วนในด้านผู้ให้บริการหากดำเนินการตามขั้นตอนนี้แล้ว จะไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินที่เกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ให้บริการในการส่งเสริมบรรยากาศการค้าที่เป็นธรรมบนอินเทอร์เน็ต

สำหรับกรณีการแชร์และกดไลก์ สินค้าละเมิดมีโทษหรือไม่ และโทษอย่างไร รวมถึงผู้ที่ละเมิดทางอินเทอร์เน็ตนั้น ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยหลักแล้วการกดแชร์ ถือเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างหนึ่ง ซึ่งสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนดังกล่าว เป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์เพียงผู้เดียว ดังนั้น การแชร์งานละเมิดลิขสิทธิ์หรือแชร์งานของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน