Skip to content
ดูทั้งหมด

ยีลด์พันธบัตรมะกันพุ่ง กระแทกตลาดหุ้น-ศก.โลก

30 เม.ย. 2561 | 19:01น.

วันอังคารของสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ไปอยู่ที่ 3.003% ก่อนจะถอยลงมาปิดที่ 2.992% แต่ยังต่ำกว่าปี 2014 เล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ 3.041% นับได้ว่ายีลด์พันธบัตรได้ผ่านระดับจิตวิทยาไปแล้วเรียบร้อยอย่างที่ตลาดหวั่นเกรงกัน ซึ่งหมายความว่าอยู่ในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก

ที่ผ่านมาแม้ยีลด์พันธบัตรจะขยับสูงขึ้นเข้าใกล้ 3% ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์เห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่เกิน 3% ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลมาก แต่เมื่อยีลด์ได้ทะลุข้ามระดับจิตวิทยาไปแล้ว แน่นอนว่าได้ส่งผลกระทบ โดยสะท้อนผ่านตลาดหุ้นเป็นด่านแรก โดยดัชนีดาวโจนส์วันเดียวกันนั้นร่วงลง424 จุด หรือ 1.74% และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งเอเชีย

การปรับสูงขึ้นของยีลด์พันธบัตรดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจาก แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐ ทั้งยอดขายบ้านใหม่และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จึงทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักที่ว่าเฟดจะเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ซึ่งถ้าหากดอกเบี้ยสูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก เพราะหมายความว่าบริษัทต่าง ๆ จะมีต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐยังใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัดสำหรับเครื่องมือทางการเงินหลายอย่าง รวมถึงการกู้ยืมโดยใช้อสังหาริมทรัพย์จำนอง ดังนั้นประชาชนที่กู้ยืมจากธนาคารก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หมายความว่าพวกเขาจะเหลือเงินไปจับจ่ายเพื่อการอื่นลดลง

ยีลด์พันธบัตรที่ทะลุ 3% ยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน เพราะนับจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐเมื่อปี 2008 ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นดีกว่าตราสารหนี้ แต่ในปัจจุบันส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากเอสแอนด์พี 500 และพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ซึ่ง คริส เวอร์โรน หัวหน้านักวิเคราะห์เทคนิคของ Strategas Research Partners ชี้ว่ายีลด์พันธบัตรเกิน 3% ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของตลาดพันธบัตรในรอบ35 ปี ซึ่งตนคิดว่าเพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นจึงอยากให้นักลงทุนลองนำสถานการณ์ในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ยีลด์พันธบัตรสูงขึ้นมาพิจารณาดู โดยในช่วงนั้นใช้เวลาเพียงไม่นาน ยีลด์ไต่ขึ้นจาก2 เป็น 5% และนักลงทุนก็ไม่สามารถสร้างกำไรจากพันธบัตร

เพอร์ แฮมมาร์ลุนด์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ของ SEB ในสวีเดนระบุว่า ยีลด์ที่สูงขึ้นในครั้งนี้น่ากังวลสำหรับนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งต่างจากเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ถึงแม้ยีลด์จะสูงขึ้น แต่นักลงทุนก็ยังสบายใจได้ แต่คราวนี้มีเหตุผลที่จะวิตกกังวล นั่นก็เพราะมีหลายปัจจัยมาประกอบกัน ทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ และสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจโลกเติบโตน้อยลง และที่สำคัญ แรงผลักดันเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันสูงขึ้น อาจนำไปสู่การใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วขึ้น

ฟรานเซสโก ฟิเลีย ซีอีโอของ Fasanara Capital ระบุว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรเกิน 3% อาจจุดประกายความกลัวที่ว่า อัตราดอกเบี้ยสูงจะดำรงอยู่ยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสน้อยลงที่จะขึ้นเงินเดือนแก่พนักงาน หรือลงทุนเพิ่มเติม

“ตลาดหุ้นไม่ชอบดอกเบี้ยสูง และแน่นอนมันจะสร้างความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สำหรับบริษัทที่พึ่งพาการกู้ยืม ดอกเบี้ยสูงไม่เพียงทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจน้อยลง แต่ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในความเสี่ยง บริษัทต่าง ๆ อาจต้องเลิกจ้างพนักงาน”

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางคน เช่น ไมเคิล เอเวอรีนักกลยุทธ์ของราโบแบงก์ เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเพราะเป็นเพียงตัวเลขจิตวิทยา และเราก็เคยอยู่ในจุดนี้มาก่อนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ก็จะเห็นว่ายีลด์ถอยร่นกลับไปสู่ 2.73% อย่างรวดเร็ว และเราก็เคยเห็นยีลด์เกิน 3% ไปแล้ว เมื่อปลายปี ค.ศ. 2013 แต่ก็ถอยร่นลงมาที่ 1.36% อย่างรวดเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พันธบัตร