คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : ดร.นครินทร์ อมเรศ
ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์
ถ้าถามว่าผู้ใช้บริการทางการเงินกังวลอะไร คำตอบ คือ กลัวพี่มิจ (ฉาชีพ) ถ้าถามว่าแล้วทำอย่างไร คำตอบอาจหลากหลายตั้งแต่สุดโต่งอย่างใช้เฉพาะเงินสด ใช้เฉพาะระบบปฏิบัติการไม่ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่อยู่นอกสโตร์ ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส
ไปจนถึงมีสติและหมั่นตรวจทานธุรกรรมสม่ำเสมอ ตามด้วยคาถา คติ ต่าง ๆ ซึ่งไม่ต่างไปจากการระลึกให้ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาทและปราศจากกิเลส อย่างไรก็ดี มีข่าวอีกด้วยว่าผู้ตกเป็นเหยื่อขยายวงรวมไปถึงพระคุณเจ้าที่ทรงศีลบริบูรณ์อยู่อีกไม่น้อย แล้วเราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี ?
“โครงการภัยคุกคามทางออนไลน์” ที่ รศ. ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ พบว่าในอดีตการโจมตีมุ่งที่ระบบคอมพิวเตอร์ อาทิ การขโมยข้อมูล (Hacking) การใช้มัลแวร์ (Malware) ไวรัสคอมพิวเตอร์ โทรจัน เรียกค่าไถ่ (Ransomware) จนถึงการโจมตีเว็บ (DDos) และขโมยขุดคริปโต (Crytojacking)
แต่ในยุคนี้ภัยรูปแบบใหม่ คือ “วิศวกรรมทางสังคม” (Social Engineering) โดยใช้เทคนิคจิตวิทยาควบคุมบงการ โน้มน้าว ล่อลวง หลอกลวงเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์แล้วขโมยข้อมูลหรือให้ปฏิบัติตาม ด้วย ข่าวปลอม (Fake News) การหลอกลวง (Scam) ทั้งหลอกให้ซื้อขายสินค้า ลงทุน กู้เงินไม่ได้เงิน เข้าสู่กับดัก (Phishing) การสร้างลิงค์เว็บไซต์ปลอม (Pharming) การโฆษณาสู่เว็บไซต์ปลอม (Mulvertising) รวมถึงการสวมรอย (Spoofing) ก่ออาชญากรรม อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ SMS หลอกให้คลิกลิงค์ และพิศวาสอาชญากรรม (Romance Scam)

วิธีการหลากหลายและจะตามมาอีกมาก สะท้อนความสามารถของโจรในการสร้างนวัตกรรมการหลอกลวง โดยพัฒนากลโกงมุกใหม่ ๆ และใช้งานในวงกว้างอย่างรวดเร็วทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่เกิดขึ้นกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่นกัน ต้นทุนในการใช้งานจึงไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และต้นทุนค่าเสียโอกาสในการเรียนรู้ แต่ครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงอีกด้วย
สำหรับไทย จุดแข็งที่คุ้นเคยแต่อาจหลงลืมไป คือ การปฏิบัติวิถีพุทธ ซึ่งงานวิจัยของ รศ. ดร. อภิรดี วงศ์กิจรุ่งเรือง และ ผศ. ดร. ปณิธาน จันทองจีน เรื่อง The Path of ‘No’ Resistance to Temptation : Lessons Learned from Active Buddhist Consumers in Thailand แสดงข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของผู้ปฏิบัติตามวิถีพุทธอย่างเข้มข้น (Active Buddhist) จนพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปตามลำดับ 1. การตระหนักถึงปัญหาว่าการบริโภคไม่ใช่คำตอบของความสุขที่แท้จริง 2. การทดลองแต่ยังพบกับความยากลำบากในการปฏิบัติ
3. การปฏิบัติต่อเนื่องแน่วแน่แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการใช้ชีวิต 4. การปฏิบัติได้อย่างก้าวหน้าแต่ยังลืมตัวบริโภคมากเวลารู้สึกผิดและโกรธ 5. การรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิบัติได้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน 6. การปฏิบัติอย่างเข้มงวดเกินพอดีจนกระทบกับการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น และ 7. การดำรงชีวิตได้อย่างสมดุลและเสรี บริโภคตามคุณค่าที่เหมาะสมและยึดติดน้อยลง
หากการปฏิบัติตามวิถีพุทธนำไปสู่การบริโภคอย่างยั่งยืนแล้ว จะนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างวัคซีนคุ้มครองการใช้บริการทางการเงินออนไลน์ ให้ปลอดภัยจากโจรได้หรือไม่ ในการนี้ แนวคิดเศรษฐศาสตร์การจดจ่อ (Attention Economy) ที่อธิบายว่าการรับรู้หรือจดจ่อของคนเรามีจำกัด จึงใช้หลักอุปสงค์และอุปทานทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบาย เพื่อหาจุดดุลยภาพระหว่างความต้องการเนื้อหา และการให้บริการเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต หรือ โซเชียลมีเดียได้
นำไปสู่การจัดสรรการจดจ่อของคนเราอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ โดยน่าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การปฏิบัติตามวิถีพุทธน่าจะนำไปสู่การบริโภคอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอย่างสมดุลและเสรี อันจะสร้างภูมิคุ้มใจของเราให้เท่าทันป้องกันภัยออนไลน์ได้ ขอฝากทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ใช้บริการต้องลงทุนลงแรงยกระดับจิตใจ ให้ใช้งานการเงินอย่างปลอดภัยแล้ว
ผู้ให้บริการและผู้กำกับนโยบายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องพัฒนาทั้งในด้านเทคนิคหรือฮาร์ดแวร์ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการบริหารจัดการทั้งในการสร้างกลไกความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน การพัฒนากฎระเบียบกติกาให้ทันสมัยและใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ ตลอดจน การทุ่มเททรัพยากรในการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเอาประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางด้วยเช่นกัน