กนกวรรณ มากเมฆ – เรื่อง / ธรรมธวัช ศรีสุข – วิดีโอ
หลังศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี (TCDC) สาขากรุงเทพฯ ขยายพื้นที่ด้วยการย้ายออกจากบริเวณชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเปิดให้บริการที่ตั้งใหม่บริเวณอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560
ถึงทีซีดีซีจะย้ายออกไปแล้ว ใช่ว่าทำเลเดิมของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบจะปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อบริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่าง AIS (เอไอเอส) เข้ามาจับมือเป็นพันธมิตรกับทีซีดีซี และพัฒนาพื้นที่เดิมแห่งนี้เป็น “เอไอเอส ดีไซน์ เซ็นเตอร์” หรือ “เอไอเอส ดี.ซี.” (AIS D.C.) ที่ยังคงความเป็นพื้นที่ที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์มาใช้งาน และเพิ่มส่วนของเทคโนโลยีและธุรกิจให้มากขึ้น รองรับกลุ่มสตาร์ตอัพและเหล่าครีเอเตอร์
“ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” มีโอกาสเยี่ยมชมเอไอเอส ดี.ซี. พื้นที่รวมการดีไซน์และเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน โดยมี “ศิ-ศิวลี บูรณสงคราม” AIS Brand Management Manager พาเดินชม
ด้วยทำเลของห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียมที่อยู่ติดบีทีเอสสถานีพร้อมพงษ์ ทำให้การเดินทางมาที่นี่ทำได้สะดวก ตัวอาคารของห้างเอ็มโพเรียมมีทางเชื่อมจากสถานีบีทีเอส จากนั้นขึ้นมาบริเวณชั้น 5 ก็จะพบเอไอเอส ดี.ซี. อยู่ใกล้ๆ กับโซนของโรงภาพยนตร์

มาถึงบริเวณส่วนแรกที่เป็นทางเข้า จอภาพขนาดใหญ่มีไฟตัวหนังสือแนะนำให้ผู้มาเยือนรู้ว่านี่คือที่ไหน ก่อนจะหมุนเวียนเปลี่ยนเป็นถ้อยคำเชิญชวนให้ทุกคนเข้าไปเยือน ไม่รอช้า เดินผ่านโถงทางเข้า ที่ซ้ายมือมีบอร์ดให้เหล่าคนมาเยือนเขียนข้อความที่อยากบอกติดไว้ ส่วนผนังฝั่งขวามือเป็นจอภาพแสดงวิดีโอถึงที่มาที่ไปของเอไอเอส ดี.ซี. แห่งนี้ โดย “สมชัย เลิศสุทธิวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ “อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล” ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ

ผ่านโถงทางเดินมาแล้วจะพบกับเคาน์เตอร์ ที่เจ้าหน้าที่ที่นี่สื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้บริการลูกค้าต่างชาติได้อย่างไม่ติดขัด
“ศิวลี” เล่าถึงการใช้งานของเอไอเอส ดีไซน์ เซ็นเตอร์ นี้ให้ฟังว่า ผู้เข้าใช้บริการจะต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น โดยสามารถสมัครได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ เคาน์เตอร์, เว็บไซต์ AIS D.C. และแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และแอนดรอยด์ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,200 บาท/คน/ปี สำหรับบุคคลทั่วไป ส่วนนักเรียน นักศึกษาอายุไม่เกิน 30 ปี อยู่ที่ 600 บาท/คน/ปี เท่านั้น และเนื่องจากเป็นพื้นที่แห่งเทคโนโลยี ทำให้ระบบสมาชิกของที่นี่ไม่ต้องใช้บัตร เพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดจากแอปพลิเคชั่นบนสาร์ทโฟน ก็สามารถเข้าใช้บริการได้เลย
ก่อนเข้าไปด้านถัดไปทางด้านซ้ายมือ เป็นร้านกาแฟน่านั่งชื่อร้าน “ไล-บรา-รี่” ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเอไอเอส ให้บริการทั้งกับสมาชิกและบุคคลทั่วไป มีขนมวาฟเฟิลสีเขียวรูปร่างแปลกตาอย่าง “ไล-บรา-รี่ วาฟเฟิล” เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาด ซึ่งหากใครสั่งขนมก็ขอแนะนำว่าควรกินให้เสร็จตั้งแต่ตรงนี้ เพราะจะไม่สามารถถือเข้าไปด้านในได้ เพราะที่นี่อนุญาตให้นำเฉพาะเครื่องดื่มที่ฝาปิดเข้าไปด้านในได้เท่านั้น

แน่นอนว่าการเป็นผู้นำทางด้านโครงข่ายของเอไอเอส ทำให้พื้นที่เอไอเอส ดี.ซี. ทั้งหมดให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่าน WiFi ฟรี โดยให้บริการครอบคลุมไปถึงโซนร้านกาแฟ เฉพาะสมาชิกเอไอเอส ดี.ซี และลูกค้าเอไอเอสที่มีแพ็คเกจ WiFi

นั่งพักชิมขนมเรียบร้อย “พี่ศิ” พาเดินเข้าไปชมในส่วนแรก ซึ่งเป็นส่วนที่เรียกว่า Co Space ที่สมาชิกสามารถมาอ่านหนังสือ พูดคุย หรือนั่งประชุมแบบสามารถใช้เสียงได้เต็มที่ และเรียกได้ว่าคงถูกใจเหล่านักสร้างสรรค์ที่อยากหาแรงบันดาลใจไปกับหนังสือเกือบ 10,000 เล่ม ทั้งหมวดดีไซน์ เทคโนโลยี และธุรกิจ โดยจะมีทั้งหนังสือใหม่และหนังสือที่หมุนเวียนกับทีซีดีซี ทั้งนี้ สมาชิกไม่สามารถยืมหนังสือออกไปใช้งานข้างนอกได้ แต่จะมีบริการถ่ายเอกสารให้สำหรับผู้ที่ต้องการ
ใครเคยมาใช้งานทีซีดีซีเดิมอาจจะบอกว่าบรรยากาศไม่ต่างจากเดิมมากนัก วัสดุบางอย่าง มุมบางมุม ก็ยังให้บรรยากาศทีซีดีซีเดิมอยู่
“เราไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบทีซีดีซีเดิมไปมาก หลายฟังก์ชั่นยังใกล้กับของเดิม หลายสิ่งเราก็ยังรักษาไว้ เพราะวันนี้เอไอเอสร่วมกับทีซีดีซี ซึ่งเดิมทีซีดีซีก็ออกแบบเน้นไปที่การดีไซน์อยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่มองไปแล้วเป็นภาพคุ้นเคยของทีซีดีซี เช่น พื้น ก็ยังมีอยู่ แต่เราเติมหรือเพิ่มฟังก์ชั่นบางส่วนเข้าไปเท่านั้น” ศิวลีเล่าพร้อมพาชมการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นที่เปลี่ยนไปในโซนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ห้องประชุมวงกลม ที่สมัยก่อนจะเป็นห้องมัลติมีเดียให้สมาชิกยืมหนังเข้าไปดูได้ แต่ตอนนี้เมื่อปรับเปลี่ยนโซนนี้มาเป็น Co Space ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือครีเอเตอร์ หรือคนที่อยากก้าวเข้ามาสู่วงการสตาร์ตอัพ จึงปรับเปลี่ยนห้องวงกลมมาเป็นห้องประชุมแทน

สำหรับใครที่อยากจะมีพื้นที่ประชุมแบบส่วนตัว ในโซน Co Space มีห้องประชุมไว้ให้บริการ 6 ห้อง แบ่งเป็น ห้องขนาดเล็ก นั่งได้ 4 คน ราคา 150 บาท/ชั่วโมง, ห้องขนาดกลางหรือห้องวงกลม นั่งได้ 6 คน ราคา 200 บาท/ชั่วโมง และห้องขนาดใหญ่ นั่งได้ 10 คน ราคา 250 บาท/ชั่วโมง ให้บริการเฉพาะสมาชิกเท่านั้น
การใช้ห้องประชุมสามารถจองได้ผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นทั้งหมด ซึ่งจะมีปลั๊กไฟ อุปกรณ์เครื่องเขียน และกระดานไว้ให้บริการ โดยห้องขนาดเล็กและใหญ่จะไม่มีม่านปิด ไม่มีทีวี ขณะที่ห้องวงกลมจะมีม่านปิดไม่มีกระดาน จึงดีไซน์โต๊ะในห้องวงกลมมาเป็นบอร์ดที่สามารถเขียนและลบได้ รวมถึงฉายงานบนทีวีได้ด้วย

ความพิเศษของเอไอเอส ดี.ซี. จากการร่วมมือกับทีซีดีซีนั้น ทำให้สมาชิกของเอไอเอส ดี.ซี.สามารถเข้าใช้งานโซนที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของทีซีดีซีทุกสาขาได้ รวมถึงสมาชิกทีซีดีซีก็สามารถใช้บริการเอไอเอส ดี.ซี. โซนที่ไม่ได้สงวนเฉพาะสมาชิกได้เช่นกัน
จากโซน Co Space เดินถัดมาในโซนที่สองซึ่งเป็น โซน Exhibition จัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยเอไอเอส ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนทุก 3 เดือน โดยสำหรับนิทรรศการแรกสำหรับการเปิดตัวเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสตาร์ตอัพ โดยนิทรรศการเริ่มต้นจากการอธิบายว่าปัจจุบันสตาร์ตอัพเป็นอย่างไร การเป็นสตาร์ตอัพต้องมีอะไรบ้าง รวมถึงตัวอย่างของสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จ ให้ผู้สนใจอยากเข้ามาอยู่ในวงการสตาร์ตอัพมาหาข้อมูล และยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจด้วย


และถึงแม้จะใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะเปลี่ยนนิทรรศการ แต่ภายใน 3 เดือนนั้นจะมีการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ที่อยู่ภายในธีมเดียวกันเข้าไปในนิทรรศการ
จากนิทรรศการ เราเดินไปชมกับอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เอไอเอส ดี.ซี. กลายเป็นศูนย์ครบวงจรสำหรับคนที่อยากก้าวเข้าสู่วงการสตาร์ตอัพ กับส่วนของ “ห้องสตูดิโอ” ที่มีอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการถ่ายงาน ไม่ว่าจะเป็น กล้องถ่ายรูป, ขาตั้งกล้อง, ฉาก, อุปกรณ์จัดไฟ เพียงแค่นำเมมโมรี่การ์ดมาด้วย และถ่ายรูปด้วยตัวเองเท่านั้น รอบรับกลุ่มสตาร์ตอัพที่อาจจะพัฒนาแอปพลิเคชั่นขึ้นมาได้แล้วอยากจะถ่ายโปรดักต์ หรือถ่ายคนเพื่อให้ไปอยู่ในแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์

โดยการใช้งานห้องสตูดิโอจะรองรับเฉพาะสมาชิกเท่านั้น ราคาอยู่ที่ชั่วโมงละ 500 บาท โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำการใช้อุปกรณ์ และในอนาคตวางแผนที่จรองรับการถ่ายวิดีโอได้
นอกจากจะเป็นห้องสตูดิโอแล้ว หากเอากำแพงที่เป็นฉากกั้นด้านหนึ่งของห้องสตูดิโอ ห้องนี้ก็จะเชื่อมกับห้องถัดไปซึ่งเป็นห้องจัดเวิร์กช็อป กลายเป็นห้องจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ที่รองรับคนได้ประมาณ 100 คนเลยทีเดียว จากเดิมที่การกั้นห้องจะทำให้ห้องจัดกิจกรรมจุคนได้ประมาณ 30 คนเท่านั้น ซึ่งเอไอเอสจะปรับเปลี่ยนเป็นห้องขนาดใหญ่หากไม่มีผู้เช่าใช้สตูดิโอ และต้องจัดเวทีฟอรั่มหรือจัดเวิร์กช็อปในห้องขนาดใหญ่

สำหรับกิจกรรมต่างๆ จะขึ้นเป็นประจำทุกเดือนโดยเอไอเอส ซึ่งมีทั้งทอล์ค, ฟอรั่ม หรือเวิร์กช็อป ในธีมเดียวกับศูนย์ คือ ดีไซน์ เทคโนโลยี และบิสิเนส และเปลี่ยนเรื่องไปในแต่ละเดือน โดยเอไอเอสจะเลือกคอร์สที่ค่อนข้างมีประโยชน์สำหรับคนที่จะเดินมาในทางสายสตาร์ตอัพ โดยจัดให้กับสมาชิกที่สนใจ หรือบางกิจกรรมอาจจะจัดให้กับทั้งสมาชิกและคนที่ไม่ใช่สมาชิกด้วย ซึ่งบางกิจกรรมก็อาจมีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ หากหน่วยงานอื่นสนใจจะใช้พื้นที่ก็สามารถติดต่อและพูดคุยกับเอไอเอส ดี.ซี.ได้

ถัดจากห้องจัดกิจกรรม มากันที่ห้องสุดพิเศษสำหรับคนต้องการความเงียบ กับห้อง “Quiet Room” เป็นห้องสำหรับคนที่ไม่ต้องการใช้เสียง หรือต้องการใช้สมาธิสูง ก็สามารถมานั่งทำงานหรืออ่านหนังสือในห้องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยหนังสือที่จัดวางอยู่ในห้องนี้จะเป็นนิตยสารต่างประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และมาถึงโซนสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์เด็ดของเอไอเอส ดีไซน์ เซ็นเตอร์ กับ โซน “Playground” ที่เปิดโอกาสให้เหล่าคนที่อยากเป็นครีเอเตอร์ สตาร์ตอัพ หรือคนที่มีไอเดีย สามารถนำโปรดักต์ของตัวเองมาทดลองขึ้นระบบ API ของเอไอเอสได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมี API ให้ทดลองหลายตัว รวมถึงมีสมาร์ทดีไวซ์หลากระบบให้ได้ทดลองให้เห็นว่าหากขึ้นระบบ API ไปแล้วจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีเหล่าเมนทอร์คอยให้คำแนะนำด้วย

สำหรับสตาร์ตอัพไหนที่สนใจอยากจะทดลองใช้ส่วนนี้ สามารถส่งผลงานไปได้ที่ เว็บไซต์ AIS The StartUp ซึ่งจะมีการเรียกสตาร์ตอัพเข้ามา Pitching ทุกเดือน ส่วนสมาชิกเอไอเอส ดี.ซี.ที่สนใจหรือมีไอเดีย ก็สามารถเข้ามาพูดคุยและหารือกับสต๊าฟก่อนได้
สุดท้ายแล้วมองว่าคนที่อยากจะเป็นสตาร์ตอัพ หรือกำลังมองหาพื้นที่สำหรับการสร้างไอเดีย พัฒนาโปรดักต์ สร้างคอมมูนิตี้ และต่อยอดไปจากสิ่งเดิมที่มี “เอไอเอส ดี.ซี.” คงจะเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์คุณได้แน่นอน…