ผลประกอบการไตรมาส 4/2566 ของ Grab (แกร็บ) ใน 8 ประเทศ มีรายได้รวมกันกว่า 653 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นกำไรกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ในส่วนของ “แกร็บ ประเทศไทย” จะยังไม่มีรายงานตัวเลขออกมาชัดเจน แต่ “วรฉัตร ลักขณาโรจน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เชื่อว่าจะเป็นอีกปีที่กำไรเติบโตขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจ “เรียกรถ และดีลิเวอรี่” และขยายความแผนธุรกิจปี 2567 ด้วยว่าจะเน้น 4A ประกอบด้วย Active User, Affordability, AI Technology, Ads & New Services เพื่อรักษาการเติบโตในระดับ 2 Digit โดยยึด “สี่เสาหลัก” ธุรกิจ คือ ร้านค้า, คนขับ, ผู้ใช้ และแพลตฟอร์ม ทั้งหมดต้อง “วิน-วิน”
“ผู้ใช้ต้องรู้สึกได้ว่ารับบริการที่ดีที่ถูกลง โดยแพลตฟอร์มไม่ต้องไปตัดมาร์จิ้น เก็บค่าธรรมเนียมคนขับเพิ่ม และไม่ย้อนกลับไปหาการเกมราคาแบบเดิม”
รักษาฐานผู้ใช้คุณภาพ
A-Active User คือขยายฐานผู้ใช้คุณภาพ และผู้ใช้ชาวต่างชาติ ที่เติบโตขึ้นมากในฝั่งธุรกิจเรียกรถ และเปิดโอกาสให้ใช้บริการอื่น ๆ ภายในอีโคซิสเต็มได้ทั้งฟู้ด ดีลิเวอรี่ และแกร็บ มาร์ท
“ปี 2566 เป็นปีทองของธุรกิจเรียกรถ เนื่องจากรัฐบาลเร่งนโยบายการท่องเที่ยวทำให้ยอดการเดินทางของต่างชาติเข้าประเทศโตขึ้น ส่งผลให้บริการเรียกรถแกร็บโตถึง 139% ปีนี้เราจึงเจรจากับการท่าอากาศยานฯ เพิ่มจุดรับส่ง 4 แห่ง คือที่สนามบินภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย ล่าสุดดอนเมือง และจะเริ่มให้บริการเพิ่มเติมที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วย”
ทำให้บริษัทมีข้อมูลจุดหมายปลายทาง ที่สามารถเสนอขายอาหารในพื้นที่ที่ลูกค้าต้องไป ด้วยการแนะนำร้านในโครงการ “GrabThumbSup” ช่วยสร้างการเติบโตในฝั่งธุรกิจอาหารได้ ทั้งลูกค้าต่างชาติไม่ได้อ่อนไหวกับ “ราคา” จึงเพิ่มจำนวนเที่ยวเรียกรถพรีเมี่ยมขึ้น 2 เท่า
นอกจากโฟกัสการขยายฐานลูกค้าคุณภาพที่มีการใช้จ่ายภายในแอปสูง รวมถึงลูกค้าที่สมัครสมาชิกรายเดือน และรายปี GrabUnlimited จากเดิมที่คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของ Active User ที่ใช้ GrabFood กลุ่มนี้มียอดสั่งซื้อสูงกว่าผู้ใช้ปกติ 20% มีค่าเฉลี่ยต่อการสั่งซื้อต่อคนราว 220 บาท จึงจะเพิ่มแพ็กเกจการเดินทางและจัดส่งพัสดุเข้าไปใน GrabUnlimited ด้วย
เน้นคุ้มค่าเพิ่มทางเลือก
A ถัดมาคือ Affordability เรื่องความสามารถในการใช้จ่าย ด้วยบริการใหม่ ที่มีจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่า ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับราคา ด้วย “GrabCar SAVER” สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดลงสูงสุด 15% เมื่อเทียบกับ GrabCar ได้เริ่มทดลองแล้วใน 20 จังหวัด มีบริการ “GrabBike SAVER” รถจักรยานยนต์ ระยะทางไม่เกิน 4 กิโลเมตร เริ่มต้น 26 บาท
ในส่วนธุรกิจดีลิเวอรี่ นอกจากเพิ่มทางเลือกในการจัดส่งอาหารแบบประหยัด หรือ “SAVER Delivery” แล้ว ล่าสุดมีซับแบรนด์ “Hot Deals” การันตีความคุ้ม เอาใจสายประหยัด นำเสนอเมนูที่ลดราคาเป็นพิเศษจะมีส่วนลดออนท็อปในทุกช่วงเวลาตลอดทั้งวัน สำหรับสมาชิก GrabUnlimited ยังมีค่าบริการส่งเริ่มต้นที่ 0 บาท
“เราพบว่าครัวเรือนไทยกว่า 61.9%กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนค่าครองชีพที่สูง ทำอย่างไรจะจูงใจให้เขาเข้ามาใช้บริการของเรา ดังนั้นจึงต้องมองหาวิธีการทำให้ถูกลง เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการ และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งในเมืองที่กังวลเรื่องราคาและลูกค้าต่างจังหวัด”
“วรฉัตร” กล่าวว่า การทำราคาพิเศษในโปรโมชั่นนี้ เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เร่งด่วน และลูกค้า “รอได้” เป็นการสร้างสมดุลไม่ให้กระทบไรเดอร์ และผู้ใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีงานชุก
“การลดราคาในแพ็กเกจนี้ ทุกคนต้องเห็นชอบโดยสมัครใจ ลูกค้าได้ราคาที่ถูก คนขับสมัครใจ เพราะหากเขาไม่รับงานในช่วงเวลานั้น ก็อาจไม่มีงานเลย สิ่งนี้จึงดีต่อเขามากกว่า เราเองก็ไม่อยากย้อนกลับไปใช้วิธีตัดมาร์จิ้นตนเอง โดยเรียกเก็บกับคนขับเพิ่ม เพื่อไปลดราคาค่าบริการอีกแล้ว”
แม่ทัพแกร็บย้ำว่า ปี 2566 สามารถเพิ่มรายได้คนขับโดยเฉลี่ย 10% ต่อเดือน
ดึง AI วิเคราะห์สินเชื่อ
A ถัดมา คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ “วรฉัตร” กล่าวต่อว่า แกร็บมีการใช้ AI และ Machine Learning (ML) กว่า 1,000 โมเดล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้แพลตฟอร์มอยู่แล้ว เช่น ใช้แผนที่ของตนเองประมวลผลค้นหาจุดหมายที่แม่นยำขึ้น แปลภาษาที่ใกล้เคียงกับบริบทอาหารไทย ทั้งภาษาอังกฤษ และจีน ซึ่งในปีนี้จะต่อยอดด้วยการใช้ GrabGPT จากฐานข้อมูลใน 8 ประเทศ เพื่อทำคอนเทนต์หรืองานออกแบบภายในองค์กร
AI ยังมีส่วนสำคัญในการพิจารณาเครดิตสำหรับการให้สินเชื่อด้วย ปัจจุบันคนขับ และร้านค้าที่ขอสินเชื่อทำได้ผ่านแพลตฟอร์ม โดยมี AI ช่วยคัดกรอง และอนุมัติ ทำให้รวดเร็วขึ้นแทบจะเป็นอัตโนมัติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อให้ร้านค้า และคนขับมากกว่า 1 แสนราย ในวงเงินตั้งแต่ 5,000-500,000 บาท
“บริการสินเชื่อของแกร็บ ไม่ได้มีขึ้นเพื่อทำกำไร แต่เพื่อเสริมอีโคซิสเต็ม เรื่องหนี้เสียที่เกิดขึ้นก็น้อยมาก เช่น กรณีที่ร้านค้าปิดกิจการ หรือคนขับเลิกอาชีพไป แกร็บก็จะมีการติดตามเจรจาอยู่ตลอด”
Ads&New Services ว่าที่ดาวรุ่ง
อีกขาธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง และคือ A ตัวที่ 4 คือ Ads “ธุรกิจโฆษณา” แม้ขณะนี้จะเป็นอันดับ 3 รองจากบริการเรียกรถ และดีลิเวอรี่ แต่พัฒนาต่อได้อีกมาก โดย GrabAds มุ่งให้บริการ B2B เจาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สินค้าสุขภาพ ความงาม และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีจากธุรกิจชั้นนำหลายรายด้วยจุดแข็งจากข้อมูลลูกค้าในแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์กับผู้โฆษณา ส่วน “Grab for Business” มีลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 1,200 บริษัท ภายใน 1 ปี
“เรานำอีโคซิสเต็มของเราเป็นพื้นที่โฆษณาได้ เช่น ระหว่างเดินทาง หากมีสินค้าสำหรับทดลองอยู่ในรถของพาร์ตเนอร์นักท่องเที่ยวก็ลองใช้แล้วไปสั่งซื้อได้ หรือเปลี่ยนไอคอนรถเป็นโลโก้ หรือมาสคอสของแบรนด์ต่าง ๆ”
และมีการทำ “Self-serve Ads” เครื่องมือในการโฆษณาสำหรับพาร์ตเนอร์ร้านค้า สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก เพิ่มยอดขายจากการทำโฆษณา รวมถึงแนะนำโปรโมชั่นกับลูกค้าได้ด้วยตนเอง
จากข้อมูลการใช้โฆษณาบนแพลตฟอร์มปี 2566 พบว่าพาร์ตเนอร์มีผลตอบแทนจากการโฆษณา (Return on Ad Spend) โดยเฉลี่ยสูงถึง 6 เท่า ที่ช่วยเพิ่มออร์เดอร์ให้ร้านเล็กได้กว่า 40%
มุ่งกำไร-โตยั่งยืน
นอกจาก “สินเชื่อ” แกร็บยังเพิ่มช่องทางการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านความร่วมมือกับ Alipay และ Kakao Pay พร้อมขยายฐานผู้ใช้ในต่างจังหวัดผ่านความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ถามว่าสนใจขยับไปถึงเวอร์ชวลแบงก์ หรือไม่ “วรฉัตร” มองว่า ตอนนี้เป็นการแข่งขันของแบงก์ใหญ่มากกว่า
“โดยส่วนตัวไม่เห็นจุดต่างที่ได้ประโยชน์ แต่โชคดีที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนก่อน แบ่งใบอนุญาตประกอบกิจการทางการเงินแยกย่อยมาก ๆ เราก็มีการทำสินเชื่อรูปแบบต่าง ๆ ได้ นั่นก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงกับเวอร์ชวลแบงก์”
“วรฉัตร” ทิ้งท้ายด้วยว่า บริษัทมีกำไรต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 และต้องการโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างยั่งยืน ดังนั้นกำไรที่เพิ่มขึ้นบางส่วนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นการลงทุนทั้งเรื่องเทคโนโลยี การเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้ และโปรโมชั่นต่าง ๆ
“เรายังตระหนักถึงสร้างความสมดุลในอีโคซิสเต็ม ทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในสังคมควบคู่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สานต่อโครงการ อย่าง GrabEV ผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพาร์ตเนอร์คนขับให้ได้ 10% ในปี 2569 โครงการ Carbon Offset ปลูกต้นไม้เพื่อชดเชยคาร์บอน ปีนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่า โครงการ Grab Women พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ให้พาร์ตเนอร์คนขับ และร้านค้าในกลุ่มผู้หญิง มีคนขับผู้หญิงเพิ่มขึ้นถึง 45% ใน 3 ปีที่ผ่านมา”