อุตสาหกรรมกองทุนรวมไตรมาส 1 ปี 2567 จากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) จนถึง ณ 29 มี.ค. 2567 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 5,277,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132,837 ล้านบาท หรือ 2.58% จากสิ้นปี 2566
โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ (กองบอนด์) มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,453,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90,988 ล้านบาท หรือ 3.85% จากสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่กองทุนตราสารทุน (หุ้น) มีมูลค่า 1,636,751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,492 ล้านบาท หรือ 2.67% กองทุนรวมผสม มีมูลค่า 327,375 ล้านบาท ลดลง 6,584 ล้านบาท หรือ -1.97%
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีมูลค่า 365,109 ล้านบาท ลดลง 3,297 ล้านบาท หรือ -0.97% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 106,088 ล้านบาท ลดลง 595 ล้านบาท หรือ -0.56% ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มีมูลค่า 241,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,002 ล้านบาท หรือ 3.88% กองทุนรวมเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) มีมูลค่า 1,109,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62,874 ล้านบาท หรือ 6.01% จากสิ้นปีที่แล้ว
“คริปโต-เทค-บอนด์” มาแรง
“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ในฐานะนายก AIMC กล่าวว่า แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ กองทุนที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่ กองทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Blockchain และ Cryptocurrency ถือเป็นกลุ่มกองทุนที่ผลตอบแทนโดดเด่น ที่ได้รับประโยชน์จากราคา Bitcoin ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก จากราว 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3 ปีที่แล้ว จนขึ้นมาทำจุดสูงใหม่ในช่วงเดือน มี.ค.ปีนี้ที่ราว 74,000 ดอลลาร์

โดยได้แรงหนุนจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐ อนุมัติให้จัดตั้ง Bitcoins Spot ETF เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จนมีกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่หุ้นสหรัฐ และกองทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐก็ยังน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2566 รวมถึงกองทุนกลุ่มดังกล่าวยังได้กระแสสนับสนุนจาก Theme AI ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำทางเทคโนโลยีด้านชิป เช่น NVIDIA หรือ AMD และกลุ่ม Cloud Service เช่น Microsoft, Amazon, Google เป็นต้น
นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ก็น่าจะได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นได้จบลงแล้ว
“ในต่างประเทศเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับตราสารหนี้มากขึ้น หลังตราสารหนี้ติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เห็นโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกลับเป็นขาลง ประกอบกับ Yield ในระดับปัจจุบันที่สูงกว่า 5% ถือเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น”
ลดน้ำหนักหุ้น “EM-เอเชีย”
“ชวินดา” กล่าวว่า ตอนนี้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักไปทางหุ้นสหรัฐและหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศพัฒนามากกว่า ทำให้นักลงทุนลดความสนใจในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงไปมาก อีกทั้งหุ้นจีนที่มีสัดส่วนใหญ่ในตลาด EM ก็ยังฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น จึงทำให้ Fund Flow ที่กลับเข้า Emerging Market ในปีนี้ยังไม่มากนัก โดยเฉพาะหุ้นอาเซียนที่เรียกได้ว่าฟื้นตัวหลังโควิดได้ช้ากว่าภูมิภาคอื่นมาก
นอกจากนี้ กองทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียได้รับความสนใจจากนักลงทุนลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนหันมาสนใจลงทุนในเอเชียแบบเจาะจงเป็นรายประเทศมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ซึ่งกองทุนดังกล่าวก็มีตัวเลือกให้ลงทุนได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
“ตลาดต่างประเทศในปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ ทำให้โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยยังต่ำ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียน ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทในตลาดสหรัฐ”
“ดอกเบี้ย-สงคราม” ป่วนตลาด
“ชวินดา” กล่าวอีกว่า ตลาดในปีนี้ยังมีความท้าทายจากปัจจัยลบด้านดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่สงบในภูมิภาคอาหรับ ซึ่งยากจะคาดเดา จนอาจกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงขึ้นในระยะสั้นได้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้
“ปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้เราเห็นการปรับฐานของตลาดหุ้นได้เป็นระยะ ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสในการสะสมหุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพง”
ลุ้นหุ้น “เอเชีย-ไทย” ฟื้น
“ชวินดา” กล่าวว่า หุ้นในฝั่งเอเชียปีนี้ก็มีโอกาสทางการลงทุนเช่นกัน ตลาดหุ้นจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวขึ้นได้ หลังทางการจีนมีมาตรการเพื่อสนับสนุนตลาดทุนผ่านการเข้าซื้อของกองทุนของรัฐ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการกับกับดูแลตลาด หรือตลาดญี่ปุ่น ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งด้านความโปร่งใสที่สนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงข้อมูลบริษัทจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น และทิศทางกำไรบริษัทที่มีโอกาสขยายตัวได้ ตามความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาวก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างอินเดีย และเวียดนาม
สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยจะสามารถจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาและให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในสิ้นปีนี้
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มฟื้นตัวและเติบโตได้ดีขึ้นจากปี 2566 จากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนตามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ความคืบหน้าการใช้จ่ายงบฯลงทุนภาครัฐ รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวตามการค้าโลกจากกระแส Restocking และการฟื้นตัวของคู่ค้าหลักอย่างจีน
“เราคาดว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และอาจจะได้ปัจจัยหนุนด้าน Fund Flow อีกทางหนึ่ง หากธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจาก Equity Yield Gap ของดัชนีหุ้นไทยเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางของไทยในปัจจุบัน อยู่ในระดับที่ไม่แพง และสามารถให้เงินปันผลได้ราว 3.5% โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรทั้งตลาดประมาณที่ 8-10% ในปีนี้”
แนะจับจังหวะ-เลือกลงทุน
ด้าน “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ภาพใหญ่ของโลกเริ่มแปรปรวน จากที่ต้นปี 2567 หลายฝ่ายมองว่าเป็นปีแห่งการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยน้อยลง หรืออาจจะไม่ลดในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางบางประเทศปรับขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนให้เห็นว่าเงินเฟ้อมีมากยิ่งขึ้น ทำให้การลงทุนในตลาดทุนหรือสินทรัพย์เสี่ยงปรับขึ้นได้ยาก

“ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องเลือกลงทุนให้ดี โดยกลุ่มการเงินจะได้เปรียบ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลก รวมถึงประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่างสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านมองว่าจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น แนะนำกลุ่มพลังงาน หรือหุ้นที่ลงทุนด้านพลังงานเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนช่วงไตรมาสมาส 2/2567”
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันด้านดอกเบี้ยนโยบายมีมากขึ้น และโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. 2567 เป็นไปได้น้อย ในขณะเดียวกันความคาดหวังที่รัฐบาลจะได้เบิกจ่ายงบประมาณยังไม่ได้มีมากนัก
โดยภาพรวมการเบิกจ่ายอื่น ๆ อาจจะติดขัด เนื่องจากรัฐบาลจะมีการนำงบฯกลางไว้ สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลต ทำให้แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐน้อยลง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องเก็บเงินไว้ใช้ในส่วนของดิจิทัลวอลเลตในช่วงปลายปี
“งบฯที่จะมากระตุ้นการลงทุนจึงน้อยลง ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 อาจจะไม่ได้ดีมากนัก นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมูลค่าการซื้อขายที่มีในปัจจุบัน มาจากการชอร์ตหุ้นและคัฟเวอร์ชอร์ตเท่านั้น” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์กล่าว