ในปีงบประมาณ 2567 กระทรวงการคลังต้องเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิที่ 2,797,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขปัจจุบัน หลังจากทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางเรียบร้อยแล้ว เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน 10,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2567 เพิ่มเติม หรืองบฯกลางปีได้
ภายใต้ประมาณการรายได้ดังกล่าว จะมาจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกรมสรรพากร ที่มีสัดส่วนมากที่สุด รองลงมาก็คือ กรมสรรพสามิต และสุดท้ายกรมศุลกากร ที่เหลือก็จะมาจากรายได้นำส่งคลังของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และรายได้นำส่งจากหน่วยงานอื่นของรัฐ
เก็บรายได้ต่ำเป้าเฉียด 4 หมื่นล้าน
สำหรับสถานการณ์จัดเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 (ต.ค. 66-เม.ย. 67) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วง 7 เดือนแรกรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1,386,040 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณไป 39,102 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 2.7%
“กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากมีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลและเบนซิน ประกอบกับการจัดเก็บภาษีรถยนต์ต่ำกว่าประมาณการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ รายได้รัฐบาลสุทธิจัดเก็บได้ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี ฐานปีก่อนมีรายได้พิเศษ 53,130 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้พิเศษดังกล่าว รายได้รัฐบาลสุทธิจะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 4.5%”
รายได้พิเศษเพิ่ม “หมื่นล้าน”
นายพรชัยกล่าวว่า ภาพรวมรายได้ปีงบประมาณ 2567 นั้น คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย โดยทาง รมช.คลัง ให้นโยบายแต่ละกรมไปเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและขยายฐานภาษีให้ได้มากขึ้น ส่วนรายได้ที่จะเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท ตามที่มีการระบุในการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมนั้น จะมาจากการชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ที่มีคดีบางส่วนเสร็จสิ้นแล้ว
ลดภาษีน้ำมันกระทบสรรพสามิต
เมื่อดูการจัดเก็บรายได้ในส่วนของ 3 กรมภาษี ช่วง 7 เดือนแรก พบว่า จัดเก็บได้ 1,463,872 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 38,876 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7% แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการตามเอกสารงบประมาณ ต่ำกว่าเป้าหมายไป 35,498 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 3%
โดยกรมสรรพสามิตจัดเก็บต่ำกว่าเป้าไป 47,089 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 13.4% ส่วนกรมสรรพากรเก็บเกินเป้า 9,598 ล้านบาท หรือเกินเป้า 0.9% และกรมศุลกากรเก็บสูงกว่าเป้า 1,993 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 3%
“จุลพันธ์” เดินสายมอบนโยบาย
จากสถานการณ์รายได้ดังกล่าว จึงเป็น “โจทย์หิน” ของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 3 กรมภาษี ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารทั้ง 3 กรม

สำหรับกรมศุลกากร นายจุลพันธ์แสดงความมั่นใจว่า ตลอดปีงบประมาณ 2567 น่าจะจัดเก็บรายได้ได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยได้กำชับให้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายศุลกากร ให้มีการตรวจเข้มกับสินค้าทุกประเภทที่อาจมีการซุกซ่อน อาทิ บุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งทางตู้สินค้าและพัสดุไปรษณีย์
ขณะที่ในส่วนของกรมสรรพสามิต รมช.คลังยอมรับว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2567 คงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการลดภาษีน้ำมัน ทำให้สูญเสียรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ทางกรมยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพต่อไป เพื่อให้ใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้มากที่สุด
“ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังพิจารณาปรับเป้าจัดเก็บของกรมสรรพสามิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนภาพรวมการจัดเก็บภาษีที่พลาดเป้านี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นมาโดยตลอด บางทีก็พลาดเป้า บางทีก็เกินเป้า สุดท้ายก็บริหารจัดการผ่านเงินคงคลัง หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่ทางกระทรวงการคลัง หรือสำนักงบประมาณเป็นห่วงแต่อย่างใด เพราะไม่ได้พลาดเป้าเยอะขนาดนั้น”
เล็งรื้อกฎหมายสุราเอื้อชุมชน
นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังให้นโยบายกรมสรรพสามิตในการเดินหน้าเรื่องสุราชุมชน โดยต้องการเห็นการปรับแก้กฎหมายกำกับทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ตลาดสุราขยายตัวและพัฒนาต่อไปได้ โดยมีผู้เล่นที่มากขึ้น ทั้งผู้ประกอบการระดับบน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการระดับชุมชน-วิสาหกิจชุมชน ซึ่งทุกคนสามารถอยู่ได้ และสามารถผลักดันตลาดสุราของไทยให้ก้าวต่อไปได้ เพื่อให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ รวมถึงส่งออกได้
ขณะที่การปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ยังต้องพิจารณาไม่ให้เกิดผลกระทบกับอุตสาหกรรม ส่วนภาษีคาร์บอนเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไปในอนาคต

“การสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตนั้น คงต้องมาหารือกันอีกที แต่เชื่อว่าจะเป็นกลไกที่มีความเหมาะสมและเป็นมาตรฐานสากล และจะกลายมาเป็นกลไกภาคบังคับที่ทำให้ตลาด ESG ของไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยวางเป้าหมายว่าในช่วงของการดำเนินการ 2-3 ปีแรกนั้น คาร์บอนเครดิตจะต้องไม่กระทบกับราคาพลังงานที่ประชาชนบริโภค”
สรรพสามิตผลกระทบ 2 เด้ง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปีนี้กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 598,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 25% ซึ่งเป็นการตั้งเป้าก่อนจะมีการลดภาษีน้ำมัน และก่อนจะมีมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยรายได้ภาษีน้ำมันมีสัดส่วนถึง 40% ของรายได้ที่กรมจัดเก็บทั้งหมด ส่วนภาษีรถยนต์มีสัดส่วน 20%
“ภาษีน้ำมันกับภาษีรถยนต์สัดส่วนรวมกันก็ 60% แล้ว โดยภาษีน้ำมันที่เก็บได้ต่ำ ก็เพราะต้องดูแลภาระของประชาชน ซึ่งกระทบรายได้เดือนละ 20,000 ล้านบาท ขณะที่มาตรการอีวี 3.0 และอีวี 3.5 ทำให้ตลาดรถอีวีโตกว่า 600% ถือว่าจุดติด แต่เรามีการลดภาษีรถอีวีเหลือ 2% จึงมีผลต่อรายได้ แต่ก็ช่วยให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ แต่ภาพรวมตลาดรถยนต์ที่ตกค่อนข้างแรง ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ค่อนข้างมาก”
อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ในอนาคต สรรพสามิตต้องเปลี่ยนบทบาทไปสู่ ESG มากขึ้น อย่างการเก็บภาษีคาร์บอน แต่จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ก็อยู่ที่นโยบาย เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้างภาษียาสูบที่ยังต้องมาหารือกันอีกที
จี้สรรพากรเพิ่มประสิทธิภาพ
ส่วนกรมสรรพากร นายจุลพันธ์กล่าวว่า มอบนโยบายให้กรมสรรพากรอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ภาคเอกชนที่จะเข้าสู่ระบบฐานภาษี รวมทั้งได้หารือกันถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ จากที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ต่อ GDP ตกต่ำลง โดยกลไกที่ควรจะต้องใช้คือ การลดการใช้ดุลยพินิจ และดำเนินการขยายฐานภาษี
แต่การขยายฐานภาษีจะต้องสร้างกลไกให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร นอกจากนี้ ในอนาคตกรมสรรพากรจะมีการดำเนินการ One Total One Profile ที่จะเชื่อมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ซึ่งมีเป้าหมายจะดำเนินการได้ภายในปี 2570
“การจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี ยอมรับว่าอาจมีบางกรมที่อาจจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เช่น กรมสรรพสามิต เป็นผลจากการดำเนินมาตรการลดภาษีน้ำมัน ส่วนกรมสรรพากร เป้าหมายการจัดเก็บปีนี้ที่ 2.76 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เพื่อให้ดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างไร กรมจะต้องไปวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้การจัดเก็บได้มากขึ้น มีรายได้มากขึ้น”
อธิบดีสรรพากรยันเก็บเข้าเป้า
ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรคาดว่าในปีงบประมาณ 2567 นี้ จะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.276 ล้านล้านบาท
สุดท้ายแล้ว สถานการณ์จัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป