เงินบาทอ่อนค่า จับตา 4 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า-เงินเฟ้อเดือนพ.ค.
เศรษฐกิจไทย เงินบาท-ดอลลาร์ เงินปอนด์
เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่หุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องตามแรงขายของต่างชาติ คาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 36.50-37.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และผลการประชุม ECB
วันที่ 2 มิถุนายน 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 36.98 บาทต่อดอลลาร์ แต่ฟื้นตัวกลับมาบางส่วน หลังแรงหนุนของเงินดอลลาร์ชะลอลงตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ ๆ มากระตุ้น อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีปัจจัยลบจากสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของต่างชาติในช่วงกลางสัปดาห์ การย่อตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก และการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียบางส่วน
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ หลังถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหนุนมุมมองของตลาดว่า เฟดอาจยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับสูงเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดี แรงหนุนของเงินดอลลาร์ชะลอลงบางส่วน หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด อาทิ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2567 และข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ประกอบกับน่าจะมีแรงขายเพื่อปรับโพซิชั่นก่อนตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่คำนวณจาก PCE/Core Price Indices

ในวันศุกร์ที่ 31 พ.ค. 2567 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ระดับ 36.78 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 36.69 บาทต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 พ.ค. 67) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค. 2567 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 11,765 ล้านบาท และ 1,494 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (3-7 มิ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 36.50-37.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และผลการประชุม ECB
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือน พ.ค. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงานเดือน เม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือน พ.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ ตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ค.ของจีนด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ตามแรงขายสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากยังคงรอปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ก่อนจะร่วงลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ตามทิศทางหุ้นภูมิภาค จากความกังวลว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยลบจากแรงขายเพื่อปรับลดความเสี่ยงก่อนมี MSCI rebalance ในช่วงสิ้นเดือน และจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการเมืองในประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงขายหุ้นบิ๊กแคปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยี และค้าปลีก
ดัชนีหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ นำโดย หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะขายสุทธิต่อเนื่องในสัปดาห์นี้
ในวันศุกร์ที่ 31 พ.ค. 2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,345.66 จุด ลดลง 1.38% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,273.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.45% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.56% มาปิดที่ระดับ 379.92 จุด
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (3-7 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,335 และ 1,320 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,355 และ 1,370 จุดตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขนำเข้าและส่งออกเดือน เม.ย. ดัชนี PMI และ ISM ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราว่างงานเดือน พ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม ECB ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2567 ของยูโรโซน ดัชนี PMI เดือนพ.ค. ของยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน ตลอดจนตัวเลขนำเข้าและส่งออกเดือน พ.ค.ของจีน