Skip to content

ครม.เศรษฐกิจ ตั้งเป้าจีดีพีปี’67 แตะ 3% ดันท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย ลงทุน

10 มิ.ย. 2567 | 14:49น.
ครม.เศรษฐกิจ ตั้งเป้าจีดีพีปี’67 แตะ 3% ดันท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย ลงทุน

ครม.เศรษฐกิจตั้งเป้าจีดีพีแตะ 3% ผ่านการขับเคลื่อน 3 ด้าน ทั้งเดินหน้าท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย และส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เตรียมตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์-อัพสกิลคนไทย

วันที่ 10 มิถุนายน 2567 มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2567 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าจะติดตามเรื่องที่ได้สั่งการไปในการประชุมครั้งที่แล้ว ว่ามีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการเศรษฐกิจอะไรที่จะเสนอในที่ประชุมเพิ่มเติม นายกฯกล่าวว่าคงมี ให้คอยฟังตอนจบประชุมว่าเป็นอย่างไร จะมีทุกเรื่อง ทั้งกระตุ้นเอสเอ็มอี หนี้ครัวเรือน ข้อติดขัดของบริษัทต่างชาติที่จะมาลงทุน

ส่วนความคืบหน้าเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท คงจะมีการรายงานขึ้นมา ในระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการทำงาน หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไทม์ไลน์ หรือมีเหตุใหญ่ที่ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบจึงจะมาพูดคุยกัน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ทุกอย่างที่ชี้แจงไปยังเหมือนเดิม อย่าพึ่งไปคิดอะไร เดี๋ยวจะเกิดความสับสน ขอให้รอฟังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง อย่างเดียว

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากที่เราได้ประชุมกันเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ขอตามประเด็นต่อในการประชุมครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 11.00 น. นายเศรษฐาเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงเข้าร่วม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายเผ่าภูมิ โรจน์สกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมด้วย

นายเศรษฐาเปิดเผยภายหลังเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ 2/2567 ว่า ติดตามแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการประชุมครั้งก่อน โดยรัฐบาลมีแนวนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ GDP สูงกว่าเดิม ด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เพิ่มจากเป้าของปีที่แล้ว เร่งให้นักลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจาก BOI ให้มาลงทุนเร็วขึ้น และอีกภาคส่วนที่สำคัญที่สุดในการสร้างรายได้คือ ภาคบริการ โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะเดียวกัน SMEs ซึ่งรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยให้กลุ่มนี้ฟื้นตัวและเติบโตได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุน โดยมาตรการสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ และจะเข้าที่ประชุม ครม.อังคารนี้ และเรื่องสุดท้าย เพื่อแก้ไขปัญหาราคาปาล์มซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนโดยเร็วที่สุด ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานหารือกับผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่เรื่องราคารับซื้อ และให้มารายงานผลวันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) ช่วงเช้า

จากนั้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจตั้งเป้าผลักดัน GDP ปี’67 ขึ้นไปแตะ 3% จากคาดการณ์ 2.4% โดยปักธงเร่งผลักดัน 3 แรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่องเที่ยว-เบิกจ่ายงบฯภาครัฐ-ลงทุนเอกชน

เศรษฐกิจไทยมีปัญหา จีดีพีค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพประเทศคู่ค้า หรือประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการคาดการณ์ว่าจีดีพีทั้งปีจะอยู่ที่ 2.4% อยากให้จีดีพีปรับขึ้นไปที่ 3% โดยการขับเคลื่อนผ่าน 3 ด้านคือ 1.ภาคการท่องเที่ยวที่ตั้งเป้านักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 35.7 ล้านคน แต่หากสามารถเพิ่มตัวเลขนักท่องเที่ยวปีนี้อีก 1 ล้านคน เป็น 36.7 ล้านคน ซึ่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะสามารถผลักดันได้ และต้องทำให้การพำนักในไทยของนักท่องเที่ยวให้นานขึ้นด้วย หากทำได้จะช่วยผลักดันจีดีพีได้ 0.12%

2.การเบิกจ่ายงบฯภาครัฐ ซึ่งงบฯลงทุนปี’67 มียอดทั้งหมด 8.5 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินจริง และรอการเซ็นสัญญารวมแล้ว 51% แต่จะพยายามขับเคลื่อนการเบิกจ่ายงบฯลงทุนให้ได้ 70% แต่ส่วนตัวมีเป้าในใจอยากให้ทะลุ 75% โดยในพุธนี้จะมีการหารือกับหน่วยงานที่ยังไม่ยังเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้ผลักดันงบฯลงทุนให้ได้ถึง 70% ภายในปีนี้ จะเป็นการช่วยให้เพิ่มจีดีพี 0.24% ดังนั้น รวมแล้วจะได้จีดีพีที่ 3%

3.มาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน แม้รัฐบาลจะประเมินการช่วยเหลือได้ยาก แต่ตัวเลขที่เป็นไปได้จากข้อมูลบีโอไอ วันนี้ภาคเอกชนเริ่มเซ็นสัญญาลงทุนแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานใน 3 ปี จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะดึงมาลงทุนในปีนี้สัก 3-4 แสนล้านบาท ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มจีดีพี แม้ตัวเลขยังไม่นิ่งก็จะมีการทำงานร่วมกับบีโอไอ เพื่อสรุปตัวเลขให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และกลับมาลงทุนในประเทศไทยได้เร็วที่สุด

“ทั้ง 3 มาตรการนี้เป็นมาตรการเบื้องต้นเท่านั้น แต่จะต้องมีการพิจารณาตัวขับเคลื่อนว่าตัวไหนเป็นสาระสำคัญ และมาเร่งดำเนินการ ซึ่งจะมีการศึกษาว่าจะขับเคลื่อนงานด้านใด” นายพิชัย

นายพิชัยกล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจได้พิจารณาการแก้ไขปัญหาปาล์มตกต่ำ โดยเฉพาะในเดือนนี้ที่มีผลผลิตออกมาจำนวนมาก โดยมาตรการระยะสั้นอยากเห็นผู้ซื้อสามารถพูดคุยกับเจ้าของโรงงานไบโอดีเซล 100 หรือ B100 เพื่อที่จะกำหนดราคาที่ใกล้เคียงและเป็นราคาที่จะสามารถประกาศ ซึ่งจะมีการหาคำตอบว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าทำ B100 ขึ้น น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ก็จะขึ้น

และถ้าควบคุมการซื้อขายปาล์มได้ก็จะทำให้ราคาขยับขึ้นไปที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจากวงจรทั้งหมด โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงานไปดูราคาตลาด ก่อนดำเนินการประกาศและพูดคุยกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 เพื่อให้ลงตัวมากที่สุด

นายพิชัยกล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจรับทราบรายงานจากกระทรวงแรงงาน ในเรื่องการดูแลแรงงานในขณะนี้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโรงงานที่ปิดและมีคนตกงานมากกว่า 5 แสนคน ขณะเดียวกัน ต้องรองรับนักศึกษาจบใหม่อีก 1 แสนคน ซึ่งกระทรวงแรงงานได้เทียบตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ซึ่งมีมากกว่า 5 แสนตำแหน่ง ณ วันนี้ จึงมีแรงงานที่ว่างงาน 1 แสนกว่าคน ดังนั้น จึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์ดูความสมดุลการจ้างงาน

นายพิชัยกล่าวว่า ได้มีการหารือเพิ่มทักษะแรงงานไทย ซึ่งขณะนี้มีความต้องการด้านอิเล็กทรอนิกส์และด้านไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่นักลงทุนสนใจ โดยอยากได้คนที่มีทักษะทำงานได้ รวมถึงมีพลังงานสีเขียว โดยหลังจากนี้จะมีการเก็บข้อมูลสิ่งที่นักลงทุนสนใจ

และเห็นว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อัพสกิลแรงงานดึงเงินลงทุนต่างชาติว่า นักลงทุนต่างชาติจะสนใจลงทุนในด้านใด โดยจะทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด ด้วยการฝึกคนรุ่นใหม่ เน้นการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะมีหลักสูตรที่ตรงมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้องมีที่ฝึกงานแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ

ส่วนบุคลากรที่มีความสนใจด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ก็จะมีการเพิ่มทักษะมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมีอายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งสามารถจะเข้าหลักสูตรเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคน

นายพิชัยกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจได้มีการพิจารณาหนี้ NPL สูง และผู้ประกอบการที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งในเร็ว ๆ นี้จะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะมีมาตรการที่จะยืดหยุ่นในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการให้กับกลุ่ม 21 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดที่มีจำนวน 4 ล้านรายออกจากเครดิตบูโร

ส่วนในการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) จะมีการเสนอมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

นายพิชัยกล่าวต่อว่า ในระยะต่อไปจะมอบหมายให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 100,000 ล้านบาท ปล่อยให้กับสถาบันการเงินในอัตรา 0.1% เพื่อนำวงเงินดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อต่อสำหรับลูกค้ารายใหม่ ดอกเบี้ย 1-3 ปีแรกไม่เกิน 3.5% ซึ่งยอมรับว่าอาจจะกระทบกับกำไรของธนาคารออมสินบ้าง แต่ถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการ ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้

นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ยืนยันว่าเกิดขึ้นแน่นอน แต่ต้องดูที่วัตถุประสงค์ด้วย โดยต้องการให้ประชาชนได้ลงทุนให้หุ้นที่ดี และต้องสามารถออมเงินได้ ซึ่งโครงการนี้ต้องเป็นโครงการที่ดี ไม่ใช่หุ้นประเภทไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นหุ้นที่เรากำหนดและดูดีกับผู้ลงทุน ส่วนรายละเอียดโครงการขอให้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำงานร่วมกับกรมสรรพากร และต้องหารือกับสภาตลาดทุนไทย เพื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ วงเงินเท่าไหร่ รูปแบบที่จะทำ ระยะเวลาที่จะดำเนินการ