เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

BITE SIZE : รู้จัก Must Have-Must Carry กฏเจ้าปัญหาที่คอกีฬาต้องรู้

22 มิ.ย. 2567 | 11:00น.
Prachachat BITE SIZE Must Have Must Carry

Prachachat BITE SIZE Must Have Must Carry

Prachachat BITE SIZE
โดย พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

ช่วงเวลานี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาความสุขของเหล่าคอกีฬา เพราะรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา ต่อคิวรอกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นวอลเลย์บอล เนชั่นส์ลีก ฟุตบอลยูโร จนถึงโอลิมปิก 2024 ที่ใกล้จะเปิดฉากการแข่งขันในเดือนหน้า และโปรแกรมกีฬาที่เตรียมกลับมาเปิดฤดูกาลใหม่ อย่าง การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการถ่ายทอดสดรายการกีฬาใหญ่ ๆ ของโลก มักจะมี 2 คำ ที่ได้ยินกันบ่อย คือ Must Have และ Must Carry

แล้ว 2 คำนี้เกี่ยวข้องกับถ่ายทอดสดกีฬาอย่างไร เป็นเรื่องดีหรือกระทบต่อการถ่ายทอดสดแค่ไหน

Prachachat BITE SIZE เล่าให้ฟัง

รู้จัก “Must Have-Must Carry”

กฎ Must Have หรือ ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 กำหนดให้ 7 รายการถ่ายทอดสดกีฬาสำคัญ ถือเป็นรายการโทรทัศน์ที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ภายใต้การให้บริการฟรีทีวีเท่านั้น ดังนี้

  • การแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย (FIFA World Cup Final)
  • การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (SEA Games)
  • การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ (Asian Games)
  • การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ (ASEAN Para Games)
  • การแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ (Asian Para Games)
  • การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (Olympic Games)
  • การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก (Paralympic Games)

เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม และเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป

ขณะที่กฎ Must Carry หรือ หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เป็นการกำหนดให้แพลตฟอร์มบริการโทรทัศน์ทุกรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. นำช่องฟรีทีวี ไปออกอากาศในทุกช่องทาง ทั้งทางเสาอากาศ จานดาวเทียม เคเบิลทีวี และช่องทางออนไลน์ โดยต้องออกอากาศต่อเนื่องตามผังรายการของแต่ละสถานี ไม่มีจอดำเกิดขึ้นในบางรายการ

ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ สมมุติคุณผู้ชมเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์โอลิมปิก ก็ต้องซื้อมาออนแอร์ทางฟรีทีวีด้วย ตามกฎ Must Have ไม่สามารถเลือกถ่ายเฉพาะช่องทางดาวเทียม หรือ Pay TV ได้ และผู้ให้บริการทีวี จะต้องออกอากาศช่องฟรีทีวีตลอดทั้งรายการ และไม่มีจอดำ ตามกฎ Must Carry

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทีวี ต้องเข้ารหัสสัญญาณให้ออกอากาศได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านลิขสิทธิ์

ได้ใจคนดู แต่ธุรกิจไม่เวิร์ก

กฎ Must Have-Must Carry เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับการถ่ายทอดสด ฟุตบอลยูโร 2012 ซึ่งเจอทั้งปัญหาจอดำ และเรื่องทางการค้า ซึ่งกฎดังกล่าว เปรียบเหมือนเป็นหลักประกันให้คนไทยได้ชมกีฬาสดได้ฟรี แต่ภาพความเป็นจริงในทางธุรกิจ ยังมีปัญหาเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 2014 กสทช.ต้องควักเงินกว่า 400 ล้านบาทจ่ายให้อาร์เอส เพื่อให้ชมทางฟรีทีวีได้ทุกนัด และเป็นค่าเสียโอกาสทางธุรกิจของผู้ถือลิขสิทธิ์

จนถึงฟุตบอลโลก 2 รอบล่าสุด คือ 2018 และ 2022 ที่ไม่มีเอกชนเจ้าไหนซื้อลิขสิทธิ์เลย จนภาครัฐต้องติดต่อภาคเอกชนไปดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้

และเมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2022 กสทช.ต้องนำเงินจาก กองทุน กทปส. 600 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ร่วมกับเอกชน และเกิดปัญหาบานปลายตามมา

ถอดบทเรียน 2 Must

การเกิดขึ้นของกฎ 2 Must ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นการตั้งคำถามของผู้คนในอุตสาหกรรมโทรทัศน์และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ถึงความเหมาะสมของตัวกฎหมาย กับภาพความเป็นจริงในการแข่งขันทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ถอดบทเรียน เมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2022 ระบุว่า ประกาศดังกล่าวทำให้เพย์ทีวีขาดแรงจูงใจในการซื้อลิขสิทธิ์ เพราะค่าลิขสิทธิ์จะสูงขึ้นกว่าปกติ จากการที่ต้องซื้อสิทธิออกอากาศให้ครอบคลุมฟรีทีวีด้วย และทำให้ภาคธุรกิจ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จากปัจจัยด้านรายได้สมาชิก Pay TV ลดลง และรายได้โฆษณาที่อาจได้กลับมาไม่คุ้มค่า

ก่อนหน้านี้ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของ “ศักดิพัฒน์ ธานี” เมื่อปี 2559 มีการศึกษาว่า ในต่างประเทศ มีกฎดังกล่าวด้วย แต่สอดคล้องไปกับหลักการพื้นฐานด้านสิทธิทางการเมือง กฎหมาย และการค้า

ขณะที่ประเทศไทย มีข้อกำหนดที่ส่งผลกระทบต่อการถ่ายทอดรายการกีฬาของผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์เป็นอย่างมาก และยังมีประเด็นปัญหาในทางกฎหมายในหลายประเด็น จนถึงปัญหาความชัดเจน และความสอดคล้อง ทั้งสภาพตลาด และบริบทการกำหนดเกณฑ์

ผู้ศึกษา แนะนำว่า ควรทบทวนและปรับปรุงประกาศกฎ Must Carry และควรยกเลิกกฎ Must Have แล้วใช้มาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ แทน

ฝั่ง กสทช.มีการประชุมบอร์ดเมื่อเมษายน 2567 ที่ผ่านมา ลงมติเป็นเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นควรให้ถอนการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ออกจากประกาศกฎ Must Have ส่วนการมีผลนั้น มีผลทันที โดยอยู่ในระหว่างการเตรียมการเพื่อรอการประกาศชัดเจน

เหตุผลหลักของการถอดฟุตบอลโลก ออกจากกฎ Must Have คือ เป็นรายการที่มีมูลค่าทางการตลาดชัดเจน และเป็นประเภทกีฬาที่มีปัญหามาโดยตลอด รวมถึงการแข่งขัน การสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์กีฬาที่เปลี่ยนไปจากอดีต และปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022

เท่ากับว่า ฟุตบอลโลก จะไม่ถูกบังคับตามกฎ Must Have แล้ว เข้าสู่กลไกการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ตามปกติ ส่วนกีฬาอีก 6 ประเภทที่เหลือ ยังคงต้องมีการถ่ายสดทางฟรีทีวีด้วยเช่นเดิม

แม้กฎดังกล่าว จะช่วยให้คนไทยสามารถชมรายการกีฬาสำคัญทั่วโลกได้อย่างทั่วถึง แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็ต้องได้รับการทบทวน เพื่อให้เป็นไปตามสภาพจริงของตลาด และไม่สร้างผลกระทบอื่น ๆ ตามมาในอนาคต

ติดตาม Prachachat BITE SIZE EP.60 ได้ที่ https://youtu.be/46nvxYrRSEY

เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ทุกสถานการณ์ข่าว กับ “Prachachat BITE SIZE” ทุกวันเสาร์ 11.00 น. ทุกช่องทางออนไลน์ของประชาชาติธุรกิจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสทช. กีฬา ถ่ายทอดสด