เปิดเหตุผล บอร์ด กสทช. มติ 7 เสียงเอกฉันท์ ถอดการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จากกฎ Must Have ไม่ต้องฉายฟรีทั่วถึงเท่าเทียม เปิดทางกลไกตลาดทำงาน
วันที่ 2 เมษายน 2567 รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ในการประชุม บอร์ด กสทช. วันนี้ ได้มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นควรให้ถอนการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ออกจากประกาศหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 หรือ ประกาศมัสต์แฮฟ (Must Have)
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตัดฟุตบอลโลกออก เพราะมีมูลค่าทางการตลาดชัดเจน และเป็นประเภทกีฬาที่มีปัญหามาโดยตลอด จากมติ 7 เสียง ที่ถอดกีฬาประเภทนี้ออกจากกฎ Must have จะมีผลทันที ระหว่างนี้อยู่ขั้นตอนเพื่อรอการประกาศชัดเจน
ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 (Must Have) ผ่านมาถึงวันนี้ก็ 10 ปีแล้ว ดังนั้นบริบทการถ่ายทอดก็เปลี่ยนแปลงไป และจนถึงวันนี้ก็ถือว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็เข้าสู่กลไกการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แล้ว
“การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มีเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้วว่า ควรให้มีการถ่ายทอดสดอย่างทั่วถึงขั้นต่ำกี่คู่ หรือคู่พิเศษที่จะมีการเก็บเงินเพิ่มได้เท่าไหร่ ล้วนเป็นกลไกทางการตลาด ซึ่งเราไม่อยากให้มีการแทรกแซงกลไกดังกล่าว”
Must Have คืออะไร
กฏมัสต์แฮฟ (Must Have) หรือ ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 กำหนดให้รายการถ่ายทอดสดกีฬา 7 รายการ ประกอบด้วย
- ซีเกมส์
- อาเซียนพาราเกมส์
- เอเชียนเกมส์
- เอเชียนพาราเกมส์
- โอลิมปิกเกมส์
- พาราลิมปิกเกมส์
- ฟุตบอลโลก
นอกจากนี้ มีกฎควบคู่กันคือมัสต์ แครี่ (Must Carry) ที่ผู้ถือลิขสิทธิ์จะต้องให้ผู้ชมได้รับชมผ่านทางทุกแพลตฟอร์ม
กฎดังกล่าวเป็นการบังคับให้แพลตฟอร์มบริการโทรทัศน์ทุกรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. นำช่องฟรีทีวี ไปออกอากาศในทุกช่องทาง ทั้งทางเสาอากาศ จานดาวเทียม เคเบิลทีวี และช่องทางออนไลน์ โดยต้องออกอากาศต่อเนื่องตามผังรายการของแต่ละสถานี ไม่มีจอดำเกิดขึ้นในบางรายการ
ปมฟุตบอลโลกตามกฎ Must Have – Must Carry ทำเอกชนป่วน
กฎ Must Have และ Must Carry มีผลบังคับใช้กับกิจการโทรทัศน์และรายการที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด
ยกตัวอย่าง การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ซึ่งเป็นรายการถ่ายทอดสด ตามกฎ Must Have คือ ต้องมีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ไม่สามารถเลือกถ่ายทอดได้เฉพาะทางทีวีดาวเทียม ทีวีบอกรับสมาชิก (Pay TV)
ขณะเดียวกัน การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทางฟรีทีวี ต้องถ่ายทอดสดในทุกช่องทางการรับชม ทั้งเสาโทรทัศน์ (หนวดกุ้ง-ก้างปลา) ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี และช่องทางทีวีออนไลน์ (Over-The-Top) ที่ได้รับใบอนุญาตโครงข่ายจาก กสทช. ตามกฎ Must Carry โดยไม่มีการจอดำ หรือตัดสัญญาณออกอากาศเกิดขึ้น
แม้กฎ Must Have และ Must Carry จะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการฟรีทีวีได้อย่างเท่าเทียมก็จริง แต่เรื่องดังกล่าวก็สร้างความปวดหัวให้ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬามาแล้ว
ย้อนไปเมื่อปี 2557 อาร์เอส (RS) ผู้ได้รับสิทธิการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ยื่นฟ้อง กสทช. เพราะพบความไม่เป็นธรรมในการบังคับให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ปฏิบัติตามกฎ Must Have
สุดท้าย เรื่องราวจบด้วยการที่ ศาลมีคำพิพากษา ไม่ต้องถ่ายทอดสดครบทุกนัด เนื่องจากเป็นการได้สิทธิการถ่ายทอดสด ก่อนมีการบังคับใช้กฎ Must Have
หลังจากกรณีบอลโลกที่อาร์เอสถือลิขสิทธิ์แล้ว ฟุตบอลโลกใน 2 ครั้งที่ผ่านมา คือปี 2561 และ 2565 ไม่มีธุรกิจคอนเทนต์เจ้าไหนเข้าไปติดต่อซื้อเลย โดยฟุตบอลโลก 2018 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ติดต่อให้ภาคเอกชน 9 ราย ร่วมลงขันซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด มูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านบาท และมีทรูวิชั่นส์ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์หลักในประเทศไทย และออกสิทธิผู้ถือลิขสิทธิ์ย่อยให้กับช่องทีวีดิจิทัลที่ถ่ายทอดสดต่อ
ส่วนฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงแค่ประมาณ 16 วัน ก่อนเปิดสนาม (นับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565) ยังไม่มีเอกชนเจ้าไหนเข้าไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเลย แม้แต่เจ้าเดียว และอาจกลายเป็นว่า กสทช.จะต้องลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดเอง
จากปมฟุตบอลโลก 2022 ลามเก้าอี้เลขาธิการ กสทช.
การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ในปีที่ผ่านมา ทำให้กรณีพิพาทภายในบอร์ด กสทช. ที่เห็นไม่ตรงกันตั้งแต่การอุดหนุนสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดจาก กสทช. ตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ภายในกรอบวงเงิน 600 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
จากกรณีดังกล่าวทำให้ในเวลาต่อมา มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดดังกล่าว ว่า อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นในการประชุม กสทช. วันที่ 23 มกราคม 2566 กรรมการ กสทช.ทั้ง 4 คน ลงมติเสียงข้างมากปลด นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล จากรักษาการเลขาธิการ กสทช. และได้ตั้งรักษาการณ์แทน 2 คน ได้แก่ นายภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ และ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ดำรงตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการ กสทช. แทน
ต่อมา นายไตรรัตน์ ได้ฟ้องกลับ 4 กสทช. และ 1 รองเลขาธิการ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
สำหรับนายไตรรัตน์ เป็น 1 ใน 9 ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงแหน่ง เลขาธิการ กสทช. ให้ บอร์ด กสทช. ลงมติรับทราบ
อย่างไรก็ตาม กสทช. 4 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้ลงมติไม่เห็นชอบในการพิจารณาดังกล่าว
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กล่าวว่า การลงมติเช่นนี้เป็นการยืนยันว่า กสทช. ทั้ง 4 คนเห็นตรงกันว่า กระบวนการสรรหา เลขาธิการ ไม่ถูกต้องมาแต่ต้น การสรรหานี้ไม่ใช่อำนาจของประธาน กสทช.คนเดียว แต่เป็นกระบวนการร่วมกันของ กสทช.ทุกคน
“เราไม่ได้ปฏิเสธตัวบุคคล คือรองเลขาธิการ ไตรรัตน์ แต่เราปฏิเสธกระบวนการสรรหา หรือคัดเลือกที่ประธาน กสทช.ทำมา และไม่มีกฎหมายไหนระบุว่า รองฯไตรรัตน์จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อซ้ำได้ เราเพียงแต่ต้องการให้มีการเริ่มกระบวนการใหม่ที่ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วม”