เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

เปิดสาเหตุ มติเอกฉันท์ 7 กสทช. ถอด “บอลโลก” พ้นกฎ Must Have

02 เม.ย. 2567 | 20:47น.
กสทช.

เปิดเหตุผล บอร์ด กสทช. มติ 7 เสียงเอกฉันท์ ถอดการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จากกฎ Must Have ไม่ต้องฉายฟรีทั่วถึงเท่าเทียม เปิดทางกลไกตลาดทำงาน 

วันที่ 2 เมษายน 2567 รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ในการประชุม บอร์ด กสทช. วันนี้ ได้มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นควรให้ถอนการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ออกจากประกาศหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 หรือ ประกาศมัสต์แฮฟ (Must Have)

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตัดฟุตบอลโลกออก เพราะมีมูลค่าทางการตลาดชัดเจน และเป็นประเภทกีฬาที่มีปัญหามาโดยตลอด จากมติ 7 เสียง ที่ถอดกีฬาประเภทนี้ออกจากกฎ Must have จะมีผลทันที ระหว่างนี้อยู่ขั้นตอนเพื่อรอการประกาศชัดเจน

ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 (Must Have) ผ่านมาถึงวันนี้ก็ 10 ปีแล้ว ดังนั้นบริบทการถ่ายทอดก็เปลี่ยนแปลงไป และจนถึงวันนี้ก็ถือว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็เข้าสู่กลไกการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แล้ว

“การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มีเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้วว่า ควรให้มีการถ่ายทอดสดอย่างทั่วถึงขั้นต่ำกี่คู่ หรือคู่พิเศษที่จะมีการเก็บเงินเพิ่มได้เท่าไหร่ ล้วนเป็นกลไกทางการตลาด ซึ่งเราไม่อยากให้มีการแทรกแซงกลไกดังกล่าว”

Must Have คืออะไร

กฏมัสต์แฮฟ (Must Have) หรือ ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 กำหนดให้รายการถ่ายทอดสดกีฬา 7 รายการ ประกอบด้วย

  1. ซีเกมส์
  2. อาเซียนพาราเกมส์
  3. เอเชียนเกมส์
  4. เอเชียนพาราเกมส์
  5. โอลิมปิกเกมส์
  6. พาราลิมปิกเกมส์
  7. ฟุตบอลโลก

นอกจากนี้ มีกฎควบคู่กันคือมัสต์ แครี่ (Must Carry) ที่ผู้ถือลิขสิทธิ์จะต้องให้ผู้ชมได้รับชมผ่านทางทุกแพลตฟอร์ม

กฎดังกล่าวเป็นการบังคับให้แพลตฟอร์มบริการโทรทัศน์ทุกรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. นำช่องฟรีทีวี ไปออกอากาศในทุกช่องทาง ทั้งทางเสาอากาศ จานดาวเทียม เคเบิลทีวี และช่องทางออนไลน์ โดยต้องออกอากาศต่อเนื่องตามผังรายการของแต่ละสถานี ไม่มีจอดำเกิดขึ้นในบางรายการ

ปมฟุตบอลโลกตามกฎ Must Have – Must Carry ทำเอกชนป่วน

กฎ Must Have และ Must Carry มีผลบังคับใช้กับกิจการโทรทัศน์และรายการที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด

ยกตัวอย่าง การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ซึ่งเป็นรายการถ่ายทอดสด ตามกฎ Must Have คือ ต้องมีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ไม่สามารถเลือกถ่ายทอดได้เฉพาะทางทีวีดาวเทียม ทีวีบอกรับสมาชิก (Pay TV)

ขณะเดียวกัน การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทางฟรีทีวี ต้องถ่ายทอดสดในทุกช่องทางการรับชม ทั้งเสาโทรทัศน์ (หนวดกุ้ง-ก้างปลา) ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี และช่องทางทีวีออนไลน์ (Over-The-Top) ที่ได้รับใบอนุญาตโครงข่ายจาก กสทช. ตามกฎ Must Carry โดยไม่มีการจอดำ หรือตัดสัญญาณออกอากาศเกิดขึ้น

แม้กฎ Must Have และ Must Carry จะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการฟรีทีวีได้อย่างเท่าเทียมก็จริง แต่เรื่องดังกล่าวก็สร้างความปวดหัวให้ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬามาแล้ว

ย้อนไปเมื่อปี 2557 อาร์เอส (RS) ผู้ได้รับสิทธิการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ยื่นฟ้อง กสทช. เพราะพบความไม่เป็นธรรมในการบังคับให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ปฏิบัติตามกฎ Must Have

สุดท้าย เรื่องราวจบด้วยการที่ ศาลมีคำพิพากษา ไม่ต้องถ่ายทอดสดครบทุกนัด เนื่องจากเป็นการได้สิทธิการถ่ายทอดสด ก่อนมีการบังคับใช้กฎ Must Have

หลังจากกรณีบอลโลกที่อาร์เอสถือลิขสิทธิ์แล้ว ฟุตบอลโลกใน 2 ครั้งที่ผ่านมา คือปี 2561 และ 2565 ไม่มีธุรกิจคอนเทนต์เจ้าไหนเข้าไปติดต่อซื้อเลย โดยฟุตบอลโลก 2018 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ติดต่อให้ภาคเอกชน 9 ราย ร่วมลงขันซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด มูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านบาท และมีทรูวิชั่นส์ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์หลักในประเทศไทย และออกสิทธิผู้ถือลิขสิทธิ์ย่อยให้กับช่องทีวีดิจิทัลที่ถ่ายทอดสดต่อ

ส่วนฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงแค่ประมาณ 16 วัน ก่อนเปิดสนาม (นับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565) ยังไม่มีเอกชนเจ้าไหนเข้าไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเลย แม้แต่เจ้าเดียว และอาจกลายเป็นว่า กสทช.จะต้องลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดเอง

จากปมฟุตบอลโลก 2022 ลามเก้าอี้เลขาธิการ กสทช.

การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ในปีที่ผ่านมา ทำให้กรณีพิพาทภายในบอร์ด กสทช. ที่เห็นไม่ตรงกันตั้งแต่การอุดหนุนสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดจาก กสทช. ตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ภายในกรอบวงเงิน 600 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

จากกรณีดังกล่าวทำให้ในเวลาต่อมา มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดดังกล่าว ว่า อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นในการประชุม กสทช. วันที่ 23 มกราคม 2566 กรรมการ กสทช.ทั้ง 4 คน ลงมติเสียงข้างมากปลด นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล จากรักษาการเลขาธิการ กสทช. และได้ตั้งรักษาการณ์แทน 2 คน ได้แก่ นายภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ และ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ดำรงตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการ กสทช. แทน

ต่อมา นายไตรรัตน์ ได้ฟ้องกลับ 4 กสทช. และ 1 รองเลขาธิการ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

สำหรับนายไตรรัตน์ เป็น 1 ใน 9 ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงแหน่ง เลขาธิการ กสทช. ให้ บอร์ด กสทช. ลงมติรับทราบ

อย่างไรก็ตาม กสทช. 4 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้ลงมติไม่เห็นชอบในการพิจารณาดังกล่าว

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กล่าวว่า การลงมติเช่นนี้เป็นการยืนยันว่า กสทช. ทั้ง 4 คนเห็นตรงกันว่า กระบวนการสรรหา เลขาธิการ ไม่ถูกต้องมาแต่ต้น การสรรหานี้ไม่ใช่อำนาจของประธาน กสทช.คนเดียว แต่เป็นกระบวนการร่วมกันของ กสทช.ทุกคน

“เราไม่ได้ปฏิเสธตัวบุคคล คือรองเลขาธิการ ไตรรัตน์ แต่เราปฏิเสธกระบวนการสรรหา หรือคัดเลือกที่ประธาน กสทช.ทำมา และไม่มีกฎหมายไหนระบุว่า รองฯไตรรัตน์จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อซ้ำได้ เราเพียงแต่ต้องการให้มีการเริ่มกระบวนการใหม่ที่ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วม”