ทิศทางพลังงานโลกมีแนวโน้มลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมทั้งในชายฝั่งและนอกชายฝั่งจะมากขึ้น
ซึ่งทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศไทยจะเดินหน้าตามทิศทางพลังงานโลก ด้วยการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จากพลังงานหมุนเวียน 51% ควบคู่กับระบบสำรองพลังงาน (Energy Storage System) และปรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 36%
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับ แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567-2580 (AEDP2024) และ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2567-2580 (EEP2024) ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมใช้พลังงานสูงสุด
ภาครัฐประเมินว่าความต้องการใช้พลังงานความร้อนในปี 2580 จะอยู่ที่ 93,017 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) โดยแบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 30,280 ktoe บ้านและที่อยู่อาศัย 9,654 ktoe การเกษตร 3,511 ktoe และภาคธุรกิจการค้า 439 ktoe สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานความร้อนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เซรามิก แก้วและกระจก
ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานทดแทนปริมาณมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และยาสูบ เช่น โรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตปาล์มน้ำมัน สำหรับพลังงานทดแทนภาคความร้อนจะอยู่ที่ 17,061 ktoe ได้แก่ พลังงานชีวมวล 15,551 ktoe ขยะ 600 ktoe ก๊าซชีวภาพ 700 ktoe พลังงานแสงอาทิตย์ 200 ktoe และไฮโดรเจน น้ำมันไพโรไลซิส และความร้อนใต้พิภพรวม 10 ktoe เพื่อแทนการใช้ถ่านหิน น้ำมันเตา และ LPG ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษ และอโลหะ อาหารและเคมีภัณฑ์ ธุรกิจการค้า และสิ่งทอ
ปรับแผนเชื้อเพลิงชีวภาพ
ด้านเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งเชื่อมโยงกับแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Oil Plan 2024 ประเมินว่าเทรนด์รถอีวีที่เติบโต ส่งผลให้การใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันลดลง รวมถึงการใช้เอทานอลและไบโอดีเซลลดลงตามไปด้วย ประกอบกับตั้งแต่ปี 2562 มีการปรับแก้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ไม่สามารถอุดหนุนราคาน้ำมันไบโอดีเซลได้ ส่งผลให้ยิ่งมีสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลสูง ราคาก็ยิ่งสูงตาม
ดังนั้น จึงได้ลดชนิดน้ำมันในแต่ละกลุ่มของภาคขนส่งทางถนน ส่งเสริมให้ไบโอดีเซล B7 เป็นน้ำมันหลักในกลุ่มดีเซล ส่วนฝั่งเอทานอลจะสนับสนุนให้ E10 เป็นน้ำมันหลักในกลุ่มเบนซิน
นอกจากนี้จะการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซลหรือเอทานอล นำไปผลิต SAF ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 1.85 ล้านลิตรต่อวัน นำร่องใช้ภายในปี 2570 สัดส่วน 1% และเพิ่มเป็น 5-6% ในปี 2580 ตามที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO กำหนด
ผวาลดใช้เอทานอล
นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแผน ADEP2024 ที่ลดการส่งเสริมเอทานอลในน้ำมันเบนซินให้เหลือเพียง E10 อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพราคาพืชพลังงาน เพราะเราต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ทำให้รัฐต้องประกันรายได้ โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาใช้เงินกว่า 5 แสนล้าน

ดังนั้นรัฐควรสนับสนุนการใช้พืชพลังงานในประเทศ เพราะเราไม่ต้องขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันฟอสซิลจากต่างประเทศ หรือส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ต้องใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาทั้งหมด ซึ่งการดำเนินแผน AEDP2024 ในลักษณะนี้ น่าจะขัดแย้งกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่า ภายใน 4 ปี
สอดคล้องกับ นายเจษฎา ว่องวัฒนะสิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับแผนที่จะลดเป้าหมายการใช้เอทานอลของ AEDP เพราะถึงแม้กระแสโลกจะเปลี่ยนไป แต่หลายประเทศอย่าง สหรัฐ บราซิล อินเดีย ฟิลิปปินส์ ก็ยังสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เราจะเดินหน้าไปสู่ SAF และไบโอ-เอทิลีน

“ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เราจะพัฒนาสินค้าเกษตร เราจะต้องพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมควบคู่กับการหาตลาด ทั้งการนำผลพลอยได้ไปใช้ในภาคผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงชีวภาพและต่อยอดสู่เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเป้าหมายของ AEDP เกี่ยวกับชีวมวลและชีวภาพกำลังไปผิดทาง เพราะจากที่เคยผลิตเอทานอลวันละ 4 ล้านลิตรต่อวัน จะลดลงเหลือ 3 ล้านกว่าลิตรต่อวันเท่านั้น”
ปลดล็อกสู่ RE100
มุมมอง นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตั้งคำถามว่า ตามแผนนี้จะบรรลุเป้าหมายตามที่เอกชนหลายรายตั้งเป้าหมายส่งเสริม RE100 ภายในปี 2573 และสามารถใช้การชดเชย (Offset) มาร่วมได้ แต่หลังจากปี 2578 หลายเจ้าต้องใช้พลังงานสะอาด 100% โดยไม่พึ่งพาการชดเชย

ซึ่งก็ควรที่จะบรรจุเรื่อง สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ไว้ในแผน AEDP2024 เพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% และเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนศักยภาพของเชื้อเพลิงจากชีวมวลให้มากขึ้น โดยต่อสัญญาโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใกล้จะหมดอายุ เพราะเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากกว่าพลังงานที่ไม่มีเชื้อเพลิงอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และลม
ด้าน นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน กล่าวเสริมว่า แผนพลังงานชาติเป็นแผนที่สำคัญมาก ผูกกับความอยู่รอดของประเทศ เพราะภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศจะไปต่อไม่ได้ ถ้าเราไม่มีพลังงานสะอาดเพียงพอ

พร้อมเสนอแนะว่า ควรสนับสนุนการใช้ไฟฟ้า (Electrification) ในภาคความร้อนตามกระแสโลกที่เริ่มหันผลิตพลังงานความร้อนจากไฟฟ้า อาทิ เครื่องปั๊มความร้อน (Heat Pump)
และสุดท้าย คือ การปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) ซึ่งกำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อาทิ โซลาร์ฟาร์ม อยู่เฉพาะในพื้นที่สีม่วง ซึ่งมีแค่ 5% ของทั้งประเทศ ถ้าสามารถแก้เรื่องนี้ได้จะเพิ่มศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้
เปิดจุดยืน ส.อ.ท.เขย่า AEDP2024
ในฝั่งกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 โดย นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ความเห็น ส.อ.ท. ต่อ (ร่าง) AEDP2024 มองว่า กระบวนการจัดทำขาดความโปร่งใส จัดทำแบบเร่งรัด ไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคเกษตรกร ภาคการค้า ทำลายศักยภาพของประเทศ ปิดเส้นทางการแข่งขัน ตัดระบบรายได้ของเกษตรกรมากกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน เพิ่มโอกาสให้ต่างชาติกดราคาสินค้าเกษตร ทำลายโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเอทานอล และขัดแย้งด้านยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของประเทศ

จากการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero และการพัฒนาเศรษฐกิจโมเดล BCG ควรวาง Roadmap การพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอล ระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อปรับไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นอุตสาหกรรมเอทานอลมูลค่าสูง ได้ตามระยะเวลาที่สมเหตุสมผล
ทาง ส.อ.ท.เสนอ 3 หลัก ประกอบด้วย 1.สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรที่เป็นจุดแข็งของประเทศ พัฒนาประสิทธิภาพการเกษตรต้นน้ำ ลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสินค้าและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ
2.ส่งเสริมการพัฒนาของอุตสาหกรรมเอทานอลด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG โดยเน้นให้ส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม เปิดเสรีเอทานอลบริสุทธิ์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG และ ESG ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง 1.2 ล้านครัวเรือน กว่า 170,000 ล้านบาทต่อปี
3.สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ลดการปลดปล่อยคาร์บอนในปัจจุบันด้วยแก๊สโซฮอล์ E20 พัฒนาเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงใหม่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนมากขึ้น และส่งเสริมตลาดสินค้าและพลังงานสะอาดด้วย Carbon Tax ในอัตราที่เหมาะสม
“การใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ที่ผลิตเองในประเทศ เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 10,493 ล้านลิตร/ปี สร้างรายได้ต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม 56,000 ล้านบาท/ปี ลดการปลดปล่อยคาร์บอนในรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันลดได้ถึง 3.45 ล้านตัน ลดการปลดปล่อยได้มากกว่าการใช้ E10 0.89 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับของป่าโกงกาง 3.13 แสนไร่ต่อปี”