คลังเร่งปั๊มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ฟื้น “วายุภักษ์” เติมเงินตลาดหุ้น
คลังเร่งปั๊มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ฟื้น “วายุภักษ์” เติมเงินตลาดหุ้น
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ปี 2567 ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว โดยเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตแบบเรื่อย ๆ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 มีความล่าช้า ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนที่สำคัญไป ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ยังคงรุมเร้า จึงได้เห็นหลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจ พากันปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลง โดยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ดี สะท้อนผ่านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และภาวะตลาดหุ้น ขณะที่มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง ดูเหมือนหลายฝ่ายจะคาดหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
เร่งเบิกจ่ายงบฯปั๊มจีดีพีโต 2.4%
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงการคลังยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวได้ 2.4% ที่ประมาณการไว้ล่าสุด ซึ่งตอนนี้มีการเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนเป็นพิเศษ เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังขยายตัวได้ดี และทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ประมาณการไว้ แม้ว่าครึ่งปีแรกของปีจะมีเงินงบประมาณด้านการลงทุนเข้าไปช่วยเศรษฐกิจน้อย เพราะการพิจารณาล่าช้าเริ่มใช้กลางปี 2567 ที่ผ่านมา
“ปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ จะต้องเร่งรัดงบประมาณปี 2567 ออกสู่ระบบโดยเร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ โดยภาพรวมงบฯลงทุนปี 2567 อยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท ซึ่งภายในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ (เม.ย.-มิ.ย.) กำหนดเป้าหมายว่าจะต้องเบิกจ่ายได้ไม่น้อยกว่า 21% แต่ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 38.6% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้”
สั่งเพิ่มประสิทธิภาพเก็บรายได้
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลการจัดเก็บรายได้ เนื่องจากเป้าหมายเก็บรายได้สุทธิ 2.78 ล้านล้านบาท นับว่าท้าทาย เพราะสถานการณ์ล่าสุด คาดว่าการเก็บรายได้ในช่วง 9 เดือน จะต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากช่วง 8 เดือนที่ต่ำกว่าเป้าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท
“ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ยังมีเรื่องท้าทายและตื่นเต้น ในการที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินมาตรการดูแลเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมาย ทั้งการเก็บรายได้ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบฯลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะการใช้งบประมาณล่าช้าไม่เป็นปกติเหมือนทุกปีที่ผ่านมา”
ซึ่งในด้านการเก็บรายได้นั้น ได้ให้นโยบาย 3 กรมภาษี รวมถึงกรมธนารักษ์ ที่เก็บรายได้จากการให้เช่าที่ราชพัสดุ ไปเพิ่มประสิทธิภาพในช่วง 3 เดือนสุดท้าย เพื่อทำให้การเก็บรายได้ทั้งปีได้ตามเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ
“หากทุกหน่วยงานร่วมมือกัน ก็น่าจะทำได้ตามเป้า”
มาตรการลดภาษีต้องรอบคอบ
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน หรือมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ต้องแน่ใจว่าคุ้มค่ากับภาษีที่เสียไป และสำคัญที่สุด ต้องไม่กระทบกับฐานะการคลังของประเทศ โดยเฉพาะการปิดหีบงบประมาณปี 2567 ที่รายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่”
ดัน “วายุภักษ์” เติมเงินตลาดหุ้น
ส่วนการดูแลตลาดทุนนั้น นายลวรณกล่าวว่า ปัจจุบันคลังมีการกระตุ้นตลาดหุ้นผ่าน กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดการซื้อในช่วงใกล้สิ้นปี เพื่อใช้หักลดหย่อนภาษี จึงเกิดแรงซื้อในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีกองทุนวายุภักษ์ขึ้นมา เพื่อเติมเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้น เสริมไปกับกองทุน Thai ESG
“สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อยู่ระหว่างทำรายละเอียดกองทุนวายุภักษ์ วงเงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้ ซึ่งจะสามารถดำเนินการกระตุ้นตลาดหุ้นได้ทันที ส่วนรูปแบบกองทุนวายุภักษ์ จะตั้งเป็นกองทุนใหม่ หรือกลับไปใช้กองทุนวายุภักษ์ 1 หรือ 2 ไม่มีความแตกต่างกัน เป้าหมายสำคัญ คืออะไรทำได้เร็วกว่าก็จะใช้วิธีนั้น ซึ่งจะช่วยดันเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุน”
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นโอกาสของการพัฒนาตลาดทุนไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเติมเงินผ่านกองทุนวายุภักษ์ หรือการให้สิทธิประโยชน์ภาษีลงทุนเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่มีการทำงานร่วมกัน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ได้มีการทยอยมาตรการออกมาเรียกความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่นกลับมาลงทุนได้อย่างมั่นใจ