เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
Politics มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
Finance เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
เศรษฐกิจภูมิภาค ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
Finance SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
Politics ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
ดูทั้งหมด

มาตรการที่ตรงจุด จากมุมมอง กนง.

04 ก.ค. 2567 | 08:12น.
TPT
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง เมื่อ 12 มิถุนายน 2567 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งในรายงานการประชุมครั้งนี้มีประเด็นน่าสนใจ คือ นอกจากเหตุผลเรื่องนโยบายการเงินแล้ว กนง.ได้เน้นถึงปัญหาของกลุ่มเปราะบางด้วย ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs พร้อมทั้งพูดถึงมาตรการที่ตรงจุดในการแก้ไข จึงขอชวนคุณผู้อ่านมาร่วมด้วยช่วยคิดเรื่องนี้กันครับ

หากพูดถึงเครื่องมือของแบงก์ชาติแล้ว หลายคนคงคิดถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นอันดับแรก เพราะมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นข่าวพาดหัวทุกครั้งที่มีการประชุมตัดสินนโยบาย ซึ่ง กนง.พูดเสมอว่าใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเป้าหมายในภาพรวม 3 เรื่อง ได้แก่ รักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

จากมติ 6 ต่อ 1 เสียง กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพ เงินเฟ้อที่โน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และการลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และเห็นว่ามาตรการเฉพาะจุดจะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่านโยบายการเงินที่มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ พร้อมปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากพัฒนาการเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ 1 เสียงเห็นว่าควรลดดอกเบี้ย เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง และช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก และครัวเรือนรายได้น้อย

กนง.ทุกท่านเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ เมื่อวาดกราฟจะคล้ายรูปตัว K โดยแบ่งเป็นกลุ่ม K ขาบนที่ฟื้นตัวได้ดี เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง หรือกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-สูงที่การบริโภคขยายตัว

และกลุ่ม K ขาล่างที่ฟื้นตัวช้า เช่น ภาคการส่งออก และภาคการผลิตฟื้นตัวช้าจากปัจจัยเชิงวัฏจักร และปัญหาเชิงโครงสร้าง กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถูกฉุดรั้งด้วยภาระหนี้ และรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถเลือกเฉพาะกลุ่มได้ โดยจะส่งผลต่อทุกคนทั้งกลุ่ม K ขาบน และขาล่างจึงเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพนัก อีกทั้งมีต้นทุนด้านเสถียรภาพการเงินในระยะยาว และเพียงบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง แต่ไม่ได้แก้ต้นตอปัญหาที่กลุ่ม K ขาล่างเผชิญอยู่ หากเป็นเช่นนี้แล้ว กนง.มองทางแก้อื่นอย่างไร นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่เป็นเครื่องมือของ กนง.

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90.8% ต่อ GDP ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี’67 กนง.เห็นว่าต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ทั้งการป้องกันปัญหาหนี้ในอนาคต โดยให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ และการแก้ปัญหาหนี้ที่สั่งสมมา โดยใช้วิธีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อาทิ

มาตรการก่อน 1 หลัง 1 ซึ่งบังคับให้สถาบันการเงินต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนที่ลูกหนี้จะจ่ายไม่ไหวจนกลายเป็นหนี้เสีย เช่น อาจลดยอดการผ่อนชำระต่อเดือนลงให้สอดคล้องกับรายได้ โดยยืดระยะเวลาสัญญาของสินเชื่อออกไป เป็นต้น และต่อมาหากลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียแล้ว สถาบันการเงินต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้อีกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และห้ามสถาบันการเงินโอนขายหนี้ในช่วง 60 วันหลังเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้

มาตรการปิดจบหนี้เรื้อรังสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นวงเงินหมุนเวียน เช่น บัตรกดเงินสด ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จ่ายดอกเบี้ยรวมไปแล้วมากกว่าเงินต้นรวม สถาบันการเงินจะเสนอวิธีปิดหนี้ให้กับผู้มีหนี้เรื้อรังดังกล่าว โดยเปลี่ยนเป็นสินเชื่อผ่อนชำระเป็นงวด ลดดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 15% เพื่อให้ปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี

สำหรับปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs กนง.มองว่าต้นเหตุคือ “ความเสี่ยง” ของ SMEs ที่อยู่ในระดับสูง และประเมินยาก สถาบันการเงินไม่มั่นใจว่า SMEs จะชำระหนี้คืนได้จึงไม่ปล่อยสินเชื่อ หรือคิดอัตราดอกเบี้ยสูงให้คุ้มกับความเสี่ยง การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้ลง

กนง.จึงเห็นว่าควรใช้มาตรการที่ตรงจุด เช่น มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้ต่อสถาบันการเงิน และทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจ SMEs ได้เพิ่มขึ้น และเห็นว่า ธปท.ควรประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาปรับกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อ 4 มิถุนายน 2567 ธปท.ได้จัดสัมมนาระดมความเห็นเรื่องกลไกค้ำประกันเครดิตร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บสย. ซึ่งได้รับความเห็นที่เป็นประโยชน์มากจาก SMEs และนักวิชาการ

การใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงเครื่องมือเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาทุกเรื่องในระบบเศรษฐกิจได้ แต่การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่ตรงจุดเข้ามาผสมผสาน ทั้งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ธปท.เอง และที่อยู่ในหน่วยงานอื่น จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด