ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-28 มิถุนายน 2567 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแล้วจำนวน 17,299,251 คน โดยคาดว่าสิ้นสุดครึ่งปีแรกประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 17.5 ล้านคน จึงเป็นความท้าทายอย่างมากว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลืออย่างไร โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ที่กำลังจะถึงนี้
ท่องเที่ยวอยู่ในภาวะน่าห่วง
“รองศาสตราจารย์ผกากรอง เทพรักษ์” อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวโดยรวมของไทยในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปี 2567 นี้ยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมาก
โดยจากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวไตรมาส 2/2567 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา พบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ระดับ 79 (ค่าปกติคือ 100)
สะท้อนชัดเจนว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาสนี้ต่ำกว่าไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 81 และยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนการระบาดของโรคโควิด-19
ใช้จ่ายต่อคนต่อทริป 2.6 พัน
โดยรายได้ของสถานประกอบการในไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ร้อยละ 48 ของช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ธุรกิจร้านขายของฝาก ของที่ระลึก และร้านค้าทั่วไปมีการฟื้นตัวของรายได้ช้ากว่าธุรกิจประเภทอื่น โดยรายได้หดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนกำลังซื้อภายในประเทศที่กำลังหดตัว
ทั้งนี้ พบว่าค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างจังหวัดในไตรมาส 2/2567 ประมาณ 2,683 บาท/คน/ทริป ลดลงกว่าไตรมาสที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 6,856 บาท/คน/ทริป สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หดตัวมากในไตรมาสนี้
โดยธุรกิจบริการขนส่งผู้โดยสาร บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจสปา สถานบันเทิง และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ประเมินว่าไตรมาสนี้มีรายได้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนธุรกิจที่พักแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝากของที่ระลึกประเมินว่ามีรายได้ลดลง
เทียบปี’62 รายได้ยังฟื้นแค่ 48%
ทั้งนี้ ในภาพรวมประเมินว่ารายได้ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ต่ำกว่าไตรมาส 1/2567 ที่อยู่ในระดับ 53% ของรายได้ก่อนโควิด ซึ่งธุรกิจร้านขายของฝากของที่ระลึกมีการฟื้นตัวของรายได้ช้ากว่าธุรกิจอื่น
สำหรับในส่วนของธุรกิจโรงแรม ที่พัก พบว่าโรงแรมในภาพรวมมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) เฉลี่ยที่ 55% ต่ำกว่าไตรมาส 1/2567 ที่อยู่ในระดับ 60% โดยภูมิภาคที่มีอัตราการจองที่พักเฉลี่ยสูงสุดคือภาคใต้ 59% รองลงมาคือกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 59% ภาคตะวันออก 57% ภาคเหนือ 54% และภาคกลาง 53%
ส่วนด้านการจ้างงานนั้น จากการสำรวจพบว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาการจ้างงานของกลุ่มผู้ประกอบการ กลับมาแล้ว 99% ปัจจุบันสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญคือ การพัฒนาทักษะให้มีคุณภาพสูงขึ้น
คนไทยหนี้อ่วม-ลดเที่ยว
การสำรวจดังกล่าวยังถามถึงสถานภาพทางการเงินและหนี้ครัวเรือนของประชาชนทั่วไปด้วย โดยพบว่าประชาชน 58% มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตโควิด โดยมีรายได้เทียบเท่ากับค่าใช้จ่าย และมีเงินเหลือเก็บเล็กน้อย 54% รายได้พอดีกับค่าใช้จ่าย 38% มีรายได้ไม่พอกับค่าจ่าย 6% และมีเงินเหลือเก็บมาก 2%
ขณะเดียวกัน ประชาชน 80% มีภาระหนี้สิน โดยมีภาระหนี้เฉลี่ยประมาณ 33% ของรายได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลง โดยลดความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวให้น้อยลงในสัดส่วน 59% ส่วนที่ไม่แตกต่างจากเดิมคิดเป็นสัดส่วน 25% มีความถี่เหมือนเดิม แต่ลดค่าใช้จ่ายลงคิดเป็นสัดส่วน 18% และงดกิจกรรมท่องเที่ยวในสัดส่วน 4%

คาดเชื่อมั่น Q3/67 ร่วงต่อเนื่อง
การสำรวจครั้งนี้ยังได้คาดการณ์ด้วยว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในไตรมาส 3/2567 จะอยู่ที่ระดับ 75 (ค่าปกติคือ 100) ต่ำกว่าไตรมาส 2/2567 ที่อยู่ในระดับ 79
จากตัวเลขค่าดัชนีดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าภาพรวมของการท่องเที่ยวในไตรมาส 3 จะยิ่งแย่กว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะลดจากระดับ 83 เหลือ 80 ร้านอาหารคาดว่าจะลดจากระดับ 74 เหลือ 72 ร้านขายของฝาก/ของที่ระลึก คาดว่าจะลดจากระดับ 72 เหลือ 70
ส่วนกลุ่มธุรกิจสปานวดแผนไทยคาดว่าค่าดัชนี้จะลดจากระดับ 84 เป็น 72 สถานบันเทิงลดจาก 73 เป็น 70 ธุรกิจแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นลดจาก 82 เป็น 78 ขณะที่ธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวคาดว่าลดจาก 76 เป็น 72 บริษัทนำเที่ยว ลดจาก 82 เป็น 77
คงต้องลุ้นกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์สุดท้าทายเช่นนี้ ทุกภาคส่วนจะช่วยกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้มีนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน มีรายได้รวม 3.5 ล้านล้านบาทตามเป้าหมายของรัฐบาลได้อย่างไร
จี้เติมนักท่องเที่ยว-เพิ่มใช้จ่ายต่อหัว
“กิตติ พรศิวะกิจ” ประธาน Smart Tourism สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือบอร์ด ททท. บอกว่า ในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือของปีนี้นับว่ามีความท้าทายสูงมาก หากต้องการให้บรรลุเป้าหมายรายได้ 3.5 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ สทท.ประเมินสถานการณ์รวมว่าสามารถเกิดขึ้นได้ 3 ซีนาริโอ ประกอบด้วย 1.กรณี Worse Case ถือเป็นรายได้ขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้ 2.7 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน รวมรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท (ใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อคนต่อทริป)
และไทยเที่ยวไทย 200 ล้านคนครั้ง รวมประมาณ 9 แสนล้านบาท (ใช้จ่ายราว 4,500 บาทต่อคนต่อทริป)
2.กรณี Base Case เป้ารายได้รวม 3 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว 38 ล้านคน รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท (ใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อคนต่อทริป) และไทยเที่ยวไทย 220 ล้านคนต่อครั้ง มีรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท (ใช้จ่ายราว 5,000 บาทต่อคนต่อทริป)
“เป้านี้ถือว่าท้าทายแต่มีโอกาสทำได้สูง เราควรตั้งเป้าหมายที่ 3.02 ล้านล้านบาท ถือเป็น New High เพราะเราเคยได้ 3.01 ล้านล้านบาทในปี 2562)
และ 3.กรณี Best Case มีรายได้อรวม 3.5 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน (ใช้จ่ายประมาณ 56,000 บาทต่อคนต่อทริป) รายได้ 2.24 ล้านล้านบาท และไทยเที่ยวไทย 229 ล้านคนครั้ง รายได้ 1.26 ล้านล้านบาท (ใช้จ่ายราว 5,500 บาทต่อคนต่อทริป)
ดังนั้น โจทย์สำคัญหากต้องการให้บรรลุเป้าหมายรายได้ 3.5 ล้านล้านบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเติมจำนวนจาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 50,000 เป็น 56,000 บาท และเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปตลาดไทยเที่ยวไทยจาก 4,500 เป็น 5,500 บาท