คนไทยบริโภคกาแฟ ปีละ 9 หมื่นตัน เฉลี่ย 1.5 แก้วต่อวัน เมล็ดกาแฟพิเศษเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ผลิตไม่เพียงพอ โลกรวนเป็นเหตุ ราคาพุ่ง ต้นทุนสูง
วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 นางสาวณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย, นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด, นายอายุ จือปา คณะกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ร่วมแถลงจัดงาน “Thailand Coffee Fest 2024” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 14 กรกฎาคม 2567 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-8 พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมพูดคุยและอัพเดตสถานการณ์ของอุตสาหกรรมกาแฟและกาแฟพิเศษไทย (Speacialty Coffee) ในปัจจุบัน
คนไทยบริโภคกาแฟปีละ 9 หมื่นตัน
นางสาวณัฏฐ์รดา กล่าวว่า จำนวนผู้บริโภคกาแฟ ร้านกาแฟ มูลค่าการซื้อขาย และการแข่งขันในตลาดกาแฟประเทศไทยเพิ่มสูงขั้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคได้รับอานิสงส์ รู้จักเมล็ดกาแฟดีมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเลือกกาแฟเป็น ตลอดจนรับความเป็นกรดผลไม้ในกาแฟได้ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตได้อย่างชัดเจน ต่างจากเมื่อก่อนที่มักมีคำถามว่า “ทำไมกาแฟไม่ขม”
นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ผลิตกาแฟและผู้บริโภคยังมีอายุที่น้อยลง ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรม ทั้งในขั้นตอนการผลิต การทำธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเพิ่มเติม ทำของที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และแก้ไขจุดด้อยที่เคยมี
ปัจจุบัน ตลาดกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยคนไทยบริโภคกาแฟอยู่ที่ 90,000 ตันต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1.5 แก้ว (ยุโรปเฉลี่ยวันละ 5 แก้ว) แต่ผลผลิตกาแฟในประเทศกลับมีเพียง 30,000 ต่อปี ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีก 60,000 ตันต่อปี
“แนวโน้มการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 30,000 เป็น 90,000 ตันต่อปี ภายในระยะเวลา 10 ปี ไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 1.5 แก้วต่อวัน สะท้อนว่าอุตสาหกรรมกาแฟในไทยยังไม่อิ่มตัว แค่ดื่มเฉลี่ยวันละ 2 แก้ว ก็ทำให้อุตสาหกรรมพุ่งทะยานขึ้นอีกมาก”
ข้อจำกัดของประเทศไทยคือพื้นที่การเพาะปลูก ส่งผลต่อการแข่งขันกับต่างชาติ เพราะแค่ผลิตเพื่อความต้องการในประเทศยังไม่เพียงพอ ไทยจึงไม่สามารถแข่งขันในเชิงปริมาณได้ ดังนั้น ต้องแข่งขันด้านคุณภาพ นั่นคือ การผลิตเมล็ดกาแฟพิเศษ ซึ่งจะทำให้มูลค่าของกาแฟที่ได้รับสมเหตุสมผลกับราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะของประเทศไทย คือ บางประเทศที่ปลูกกาแฟได้จำนวนมากแต่อุตสาหกรรมการบริโภคกลับไม่เจริญเท่าประเทศไทย แม้ต่างประเทศได้เปรียบเรื่องพื้นที่เพาะปลูก อาทิ บราซิล โคลัมเบีย เคนยา ฯลฯ เนื่องจากมีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่เหมาะสมสำหรับสายพันธุ์อาราบิก้า (1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป) แต่ประเทศไทยมีกาแฟคุณภาพเทียบเท่าและดีกว่าได้เนื่องจากฝีมือเกษตรกร

เมล็ดกาแฟพิเศษ โตต่อเนื่อง
นางสาวณัฏฐ์รดา นิยามความหมายของกาแฟพิเศษว่ามี 2 ประการ คือ
1. มาจากการให้คะแนน เมล็ดกาแฟพิเศษจะต้องได้คะแนน 80 จาก 100 คะแนนขึ้นไป ตามมาตรฐานสากลของ “สมาคมกาแฟพิเศษ” (Specialty Coffee Association หรือ SCA) และไม่มีข้อบกพร่องรุนแรงที่มาจากการเพาะปลูก เช่น เมล็ดเน่า หรือเมล็ดดำจากกระบวนการผลิตที่ไม่ดี เพราะกาแฟพิเศษต้องดีตั้งแต่ต้นและเก็บเมล็ดที่สุกอย่างเดียวเท่านั้น
2. ทั้งห่วงโซในการผลิตกาแฟต้องดีขึ้น ตั้งแต่เกษตกรต้นน้ำ คนผลิต คนคั่ว คนขาย จนถึงผู้บริโภค หากคะแนนดีอย่างเดียวแต่ผลิตจากการทำลายป่า หรือใช้แรงงานการผลิตไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่นับเป็นกาแฟพิเศษ
ปัจจุบัน กาแฟพิเศษไทยเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น สังเกตจากบิ๊กแบรนด์ที่เพิ่มผลิตภัณฑ์หรือแตกไลน์ทำกาแฟพิเศษมากขึ้น เนื่องจากต้องทำตามความเปลี่ยนแปลงของตลาด เพราะผู้บริโภคต้องการกาแฟพิเศษ ร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่ ๆ จึงเริ่มมีเมล็ดให้เลือก ระบุแหล่งเพาะปลูก หรือแม้แต่บอกว่ากาแฟที่กำลังเสิร์ฟในสัปดาห์นั้น ๆ มีเมล็ดพิเศษอะไรบ้าง นั่นคือ การรับรู้ของตลาดในประเทศไทย
สำหรับมูลค่าตลาดกาแฟพิเศษในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการบริโภคประมาณ 9,000 ตันต่อปี เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 25% จากเมล็ดกาแฟพิเศษที่ผลิตได้ 6,000 ตันต่อปี
โลกรวน ผลผลิตลด ต้นทุนสูง
นายอายุ ในฐานะเกษตรกรปลูกกาแฟ กล่าวว่า ปัจจุบันไม่สามารถเพาะปลูกกาแฟได้เหมือนในอดีต เปรียบเทียบจากเมื่อ 10 ปีก่อน พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกาแฟได้ 400 ต้น เก็บผลผลิตได้ประมาณ 7 กิโลกรัมต่อต้น แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 2-3 กิโลกรัมเท่านั้น
หมายความว่าการดูแลและลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นแต่ได้ผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้พื้นที่เพาะปลูกเท่าเดิมแต่ปริมาณการผลิตในประเทศน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งถ้าเทียบจาก 10 ปีหลัง แต่ที่ปริมาณผลผลิตยังคงที่หรือเพิ่มขึ้นปีต่อปี เป็นผลมาจากการมีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมากขึ้น มีการปรับสวนหรือไร่อย่างอื่นมาปลูกกาแฟ ตลอดจนคนรุ่นใหม่หันมาปลูกกาแฟเพิ่มขึ้น
นางสาวณัฏฐ์รดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกาแฟ หรือ เชอรี่ (ผลสุกของกาแฟจะเป็นสีแดงคล้ายผลเชอรี่) ที่ยังไม่คัดเกรดมีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ซึ่งผลเชอรี่จะสามารถออกมาเป็นเมล็ดกาแฟได้เพียง 1 ใน 10 เท่านั้น หมายความว่าเชอรี่ 10 กิโลกรัมจะได้เมล็ดกาแฟเพียง 1 กิโลกรัม (ยังไม่ได้คัดเกรด) ดังนั้น ถ้าสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศอุดมสมบูรณ์ก็ลดโอกาสที่จะเกิดโรคในกาแฟลง
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ซื้อจึงยอมจ่ายเพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมล็ดที่สมบูรณ์และดูแลพื้นที่เพาะปลูกให้อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะไม่อยากได้เมล็ดที่ไม่สมบูรณ์
“อุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยเจริญเติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะผู้บริโภคส่งทรัพยากรเข้ามาในระบบ นั่นคือ เงิน ทำให้เกิดการหมุนเวียนและพัฒนา ถ้าผู้บริโภคไม่รู้สึกได้คุณค่าจากเงินที่จ่าย เขาก็จะไม่จ่ายอีก แต่ถ้าเป็นกาแฟพิเศษ เขาจะได้ประสบการณ์และคุณค่าในทุก ๆ การชิม ทำให้ยังมีการนำเงินเข้ามาในระบบ และทำให้อุตสาหกรรมเจริญขึ้น” นางสาวณัฏฐ์รดา กล่าว
