เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธอส.อุ้มภาคอสังหาฯมองตลาดพ้นจุดต่ำสุด ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ หนุน
Finance ธอส.อุ้มภาคอสังหาฯมองตลาดพ้นจุดต่ำสุด ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ หนุน
TG x Bath & Bloom ชวนสูด ‘กลิ่นไทย’ บนเครื่องบิน
Business TG x Bath & Bloom ชวนสูด ‘กลิ่นไทย’ บนเครื่องบิน
ไพรเวตเจ็ต ตั้งเข็ม มุ่ง ‘เวียดนาม’ รับดีมานด์พุ่ง
Business ไพรเวตเจ็ต ตั้งเข็ม มุ่ง ‘เวียดนาม’ รับดีมานด์พุ่ง
ขับเคลื่อนท่องเที่ยวคุณภาพ ต้องไม่ใช่แค่นโยบาย…รัฐต้องลงทุน “อินฟราสตรักเจอร์” หนุน
Columns ขับเคลื่อนท่องเที่ยวคุณภาพ ต้องไม่ใช่แค่นโยบาย…รัฐต้องลงทุน “อินฟราสตรักเจอร์” หนุน
50 ปี ‘วงษ์สยามก่อสร้าง’ มือหนึ่งประมูลงานราชการ
50th Impact 50 ปี ‘วงษ์สยามก่อสร้าง’ มือหนึ่งประมูลงานราชการ
เอกนิติ มองย้อน 30 ปีเศรษฐกิจไทย จับตาเงินเฟ้อ-ดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งเครื่องยนต์ลงทุน
Finance เอกนิติ มองย้อน 30 ปีเศรษฐกิจไทย จับตาเงินเฟ้อ-ดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งเครื่องยนต์ลงทุน
ทุกภาคส่วนร่วมตักบาตรทางเรือ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์”
News ทุกภาคส่วนร่วมตักบาตรทางเรือ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์”
รัฐบาล เล็ง “ยุบหน่วยงาน ซ้ำซ้อน” ธนาคารที่ดิน ก.ย.นี้ ต่อด้วย ป.ย.ป. – 5 องค์การมหาชน
Politics รัฐบาล เล็ง “ยุบหน่วยงาน ซ้ำซ้อน” ธนาคารที่ดิน ก.ย.นี้ ต่อด้วย ป.ย.ป. – 5 องค์การมหาชน
จีนสั่งปรับ Trip.com กว่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อหาผูกขาดตลาดจองโรงแรม
World จีนสั่งปรับ Trip.com กว่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อหาผูกขาดตลาดจองโรงแรม
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.62% อยู่ที่ 64,431 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.62% อยู่ที่ 64,431 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

ความเสี่ยง-ผลกระทบเศรษฐกิจ หลังเลือกตั้งฝรั่งเศส-อังกฤษ

10 ก.ค. 2567 | 08:54น.
เลือกตั้งฝรั่งเศส-อังกฤษ

ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) สองประเทศใหญ่ในทวีปยุโรปเลือกตั้งใหญ่ในเวลาใกล้ ๆ กัน โดยอังกฤษเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 ส่วนฝรั่งเศสเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 7 กรกฎาคม 

การเลือกตั้งอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการบริหารประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลกทั้งสองประเทศ เป็นมูฟเมนต์ที่ต้องจับตามอง ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ

เลือกตั้งฝรั่งเศสพลิกล็อก

ผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสสร้างเซอร์ไพรส์ ผิดไปจากคาดการณ์และผลการเลือกตั้งรอบแรกก่อนหน้านี้ที่ว่า พรรคเนชันแนลแรลลี (RN) พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดจะชนะ แต่ในการเลือกตั้งรอบสองปรากฏว่า นิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนต์ (New Popular Front : NPF) กลุ่มพันธมิตรแนวร่วมฝ่ายซ้ายชนะมาเป็นอันดับ 1 ขณะที่พันธมิตรแนวร่วมสายกลางของ “เอ็มมานูเอล มาครง” (Emmanuel Macron) มาเป็นอันดับ 2 ส่วน RN มาเป็นอันดับ 3

ไม่มีพรรคการเมืองหรือกลุ่มแนวร่วมใดที่ชนะเด็ดขาดได้ ส.ส.ถึง 289 ที่นั่ง พอที่จะครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งทำให้เกิดภาวะ “สภาแขวน” ที่รัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ธุรกิจ-ตลาดกังวลความผันผวน

ก่อนการเลือกตั้ง ภาคธุรกิจและนักลงทุนมีมุมมองแง่ลบต่อโครงการต่าง ๆ ของ NPF ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างความตึงเครียดทางการคลัง อีกทั้งบรรดาผู้มั่งคั่งก็กังวลกับการที่ฝ่ายซ้ายจะนำภาษีทรัพย์สินผู้มั่งคั่งที่รัฐบาลมาครงยกเลิกไปกลับมาใช้อีกครั้ง และจะเก็บภาษีภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น

ขณะที่ถ้าเป็นรัฐบาลฝ่ายขวา ภาคธุรกิจและตลาดทุนจะสบายใจกว่า ในแง่ที่ว่า RN จะเป็นมิตรต่อตลาดและธุรกิจมากกว่า แต่ก็มีความกังวลกับการมีผู้นำที่ขาดประสบการณ์ในการบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจาก จอร์แดน บาร์เดลลา (Jordan Bardella) ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรค RN เป็นรัฐบาล มีอายุเพียง 28 ปี

ในช่วงประกาศเลือกตั้งมาจนถึงก่อนรู้ผลการเลือกตั้งรอบสอง ธุรกิจและตลาดเงินตลาดทุนเตรียมรับมือกับการมีรัฐบาลฝ่ายขวามากกว่า เนื่องจากแนวโน้มคะแนนจะเทไปทางขวา แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาผิดคาดก็สร้าง “ความช็อก” กันไปพอสมควร

ตลาดหุ้นฝรั่งเศสตอบรับอย่างผันผวนในวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม โดยดัชนี CAC40 เปิดตลาดร่วงลงเล็กน้อย แล้วฟื้นขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเวลาประมาณ 10.00 น. ก่อนจะร่วงลงอีกอย่างรวดเร็วในเวลาประมาณ 11.00 น. (เวลาท้องถิ่น) จากนั้นก็ผันผวนในทิศทางขาลง แล้วปิดต่ำกว่าวันทำการก่อนหน้า (5 กรกฎาคม)

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของฝรั่งเศสให้สูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนในตราสารหนี้เรียกร้องเบี้ยประกันความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งหากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองลากยาวต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจในไม่ช้า

นักลงทุนมองว่า การไม่มีรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภานั้นทำให้สบายใจได้ว่า จะไม่มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญใด ๆ แต่นักลงทุนก็ไม่ได้มองว่าการอยู่ในภาวะ “สภาแขวน” จะเป็นข่าวดีสำหรับภาคการคลังฝรั่งเศส

ในขณะเดียวกัน นักลงทุนภาคธุรกิจในเรียลเซ็กเตอร์หรือภาคเศรษฐกิจจริงก็มีความกังวลต่อแนวโน้มทางการเมืองและเศรษฐกิจเช่นกัน

ความเสี่ยงการคลังพุ่ง

ฝรั่งเศสมีความเสี่ยงทางการคลัง เนื่องจากขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่กำหนดในมาตรการวินัยการคลังของสหภาพยุโรป (อียู) ว่าต้องต่ำกว่า 3% ของจีดีพี ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลมาครงประกาศตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลการคลังลงให้ได้

ในทางตรงข้าม แนวร่วมฝ่ายซ้ายที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลประกาศว่า จะ “แตกหัก” อย่างเด็ดขาดจากนโยบายของรัฐบาลมาครงที่ทำมาหลายปี และจะดำเนินนโยบายขั้วตรงข้าม ทั้งปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ลดอายุเกษียณ และกำหนดเพดานราคาสินค้าพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพในฝรั่งเศส และจะนำภาษีทรัพย์สินผู้มั่งคั่งที่มาครงยกเลิกไปกลับมาใช้อีกครั้ง และจะเก็บภาษีภาคธุรกิจเพื่อเป็นงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านสังคมที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนคาดว่า การขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสในปีนี้จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 5.5% ของจีดีพี และการที่แนวร่วมฝ่ายซ้ายประกาศว่า “ไม่มีแผนจะลดการขาดดุลงบประมาณ” เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ตลาดทุนมองว่า NPF จะเป็นภัยต่อตลาดมากกว่า RN

ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิต “เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติงส์” (S&P Global Ratings) เตือนเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า อันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสซึ่งถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเมื่อเดือนพฤษภาคม จะต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอีก หากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หรือไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณลงได้

นอกจากนั้น เอสแอนด์พีประมาณการว่า การขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสโดยภาพรวมไม่น่าจะลดลงต่ำกว่า 4% ของจีดีพีก่อนปี 2027 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นเป็น 112% จาก 110.6% เมื่อสิ้นปี 2023

ยกเลิกปฏิรูปเงินบำนาญ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2023 เอ็มมานูเอล มาครง พยายามปฏิรูปเงินบำนาญ โดยได้ใช้อำนาจของประธานาธิบดีตามมาตราพิเศษของรัฐธรรมนูญผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญ โดยไม่ต้องรอมติเห็นชอบจากสภา

แต่หนึ่งในแผนสำคัญที่ทั้ง NPF ฝ่ายซ้าย และ RN ฝ่ายขวาจัดประกาศไว้ คือ การยกเลิกการปฏิรูประบบเงินบำนาญของมาครง ดังนั้น ผู้สังเกตการณ์จึงมองว่า รัฐบาลใหม่จะต้องยกเลิกแผนปฏิรูปของมาครงเป็นแน่

ทั้งนี้ สาระสำคัญของแผนปฏิรูประบบบำนาญของมาครง คือ (1) ขยายอายุเกษียณ จาก 62 ปี เป็น 64 ปี (2) ปรับเพิ่มเงินบำนาญเกษียณอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ทำงานครบกำหนด ให้ได้รับเงินบำนาญ 1,200 ยูโรก่อนหักภาษี ซึ่งเท่ากับ 85% ของเงินเดือนขั้นต่ำในปัจจุบัน แต่การปรับเพิ่มเงินมาพร้อมกับการปรับเพิ่มระยะเวลาการทำงานที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญเต็มจำนวน จากเดิม 42 ปี เพิ่มเป็น 43 ปี

ยูเคหันซ้าย “เลเบอร์” แลนด์สไลด์

ฝั่งสหราชอาณาจักรไม่มีอะไรผิดคาด ชาวยูเคเลือกหันซ้าย “พรรคเลเบอร์” หรือ “พรรคแรงงาน” ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งอดีตรัฐบาลพรรคคอนเซอร์เวทีฟไปเป็นฝ่ายค้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดยืนของสตาร์เมอร์และรัฐบาลพรรคแรงงานของเขาต่อด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเก็บภาษีคนรวยต่างชาติที่ได้สถานะ “พำนัก” ในสหราชอาณาจักร, การโอนกิจการบริษัทน้ำมัน-ก๊าซ และกิจการการขนส่งทางรางทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าเล่าเรียนของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน, ด้านสิ่งแวดล้อม พรรคแรงงานได้ลดคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อปี 2021 ว่าจะใช้จ่ายปีละ 28,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ในโครงการพลังงานสีเขียว แต่ยังคงยึดมั่นในข้อผูกพันต่าง ๆ เช่น การสร้างฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง และพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

ส่วนประเด็นนอกบ้านอย่างสงครามอิสราเอล-ฮามาส เคียร์ สตาร์เมอร์ สนับสนุนอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนปาเลสไตน์หลายคนไม่พอใจ รวมถึงโดนต้านจาก สส.บางคนของพรรคเลเบอร์เอง อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาได้เรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงอย่างถาวร” โดยทันที

รื้อ “เบร็กซิต” หรือไม่ ?

ก่อนหน้านี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนจำนวนมากถึงผลกระทบจากการนำสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ “เบร็กซิต” ซึ่งพบว่าเมื่อออกมาแล้วส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหลายอย่าง

เคียร์ สตาร์เมอร์ เองก็เคยรณรงค์เรียกร้องการทำประชามติในเรื่องเบร็กซิตอีกรอบ เมื่อเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงมีการจับตามองประเด็นนี้ว่า เขาจะจัดให้มีการทำประชามติอีกรอบหรือไม่

แต่จนถึงตอนนี้นายกฯคนใหม่ของอังกฤษบอกว่า ไม่มีคำถามเกี่ยวกับเบร็กซิตแล้ว มีเพียงการเดินหน้าเจรจากับสหภาพยุโรป เกี่ยวกับข้อตกลงความร่วมมือชุดใหม่ต่อไปเท่านั้น

เดวิด แลมมี (David Lammy) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ภายใต้แผนของรัฐบาลใหม่ ยูเคจะเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบใหม่กับอียู และจะ “สิ้นสุดยุคเบร็กซิต” ไปสู่ยุคใหม่ ซึ่งพรรคแรงงานกำลังพยายามที่จะทำข้อตกลงกับอียูที่ครอบคลุมถึงการป้องกันประเทศ พลังงาน วิกฤตการณ์สภาพอากาศ โรคระบาด และการอพยพเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย

ตลาดทุนอังกฤษมองบวก

ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ตลาดเงินตลาดทุนและภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะชอบ “ฝ่ายขวา” มากกว่า “ฝ่ายซ้าย” แต่สำหรับกรณีของอังกฤษ ตลาดเงินตลาดทุนมองว่าชัยชนะของพรรคแรงงานจะเป็นผลดี แม้ว่ารัฐบาลใหม่นี้จะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดมากนัก แต่ก็จะทำให้ตลาดทุนอังกฤษดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก “เจฟเฟอรีส์” (Jefferies) วาณิชธนกิจระดับโลกวิเคราะห์ว่า ชัยชนะของของพรรคแรงงานจะช่วยให้สหราชอาณาจักรดู “ค่อนข้างมีเสถียรภาพ” และเมื่อบวกกับการปฏิรูปกฎระเบียบต่าง ๆ แล้ว “อาจเพิ่มความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์ในสหราชอาณาจักรได้”