แพประมงนครศรีฯ พลิกวิกฤตประกาศรับซื้อ “ปลาหมอคางดำ” ที่สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศ ส่งขาย “กลุ่มเรือประมง” ไปทำปลาเหยื่อ แทนนำเข้าจากอินโดฯ ที่ราคาสูงกว่า ชาวปากพนังเผยให้ราคาสูง 20 บาท/กก. สร้างรายได้ต่อวันอย่างงาม
วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่บ้านบางหรง บ้านหัวดอน หมู่ 7 หมู่ 9 ต.ขนาบนาค อ.ปากพนังจ.นครศรีธรรมราช เส้นทางระบายน้ำเสียจากการระบบชลประทานน้ำเค็ม ซึ่งเป็นแหล่งระบาดของปลาหมอคางดำอย่างรุนแรง แม้จะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศสัตว์น้ำวัยอ่อนชนิดต่าง ๆ อย่างรุนแรง
แต่ชาวบ้านหลายครอบครัวอาศัยวิกฤตนี้เป็นโอกาส เหตุจากปลาหมอคางดำเป็นที่ต้องการของแพปลาสำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ในการนำไปเป็นเหยื่อสำหรับลอบปู และเรือเบ็ดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสูงทดแทนการนำเข้ากลุ่มปลาเหยื่อสำหรับทำประมงจากอินโดนีเซีย ที่มีราคาสูงกว่า

โดยชุมชนบ้านหัวดอนซึ่งประชิดอยู่กับพื้นที่ชลประทานน้ำเค็มกว่า 180 ไร่ ได้มีการตั้งจุดสำหรับรวบรวมปลาหมอคางดำ จากเครือข่ายที่ออกไปหาปลาชนิดนี้ด้วยการนำเรือขนาดเล็กออกไปวางอวนตาข่ายดัก ทุกวันจะมีคำสั่งซื้อจากแพประมงกระจายปลาเหยื่อให้กับเรือประมงวันละหลาย 100 กิโลกรัม เครือข่ายการหาปลาในหลายครอบครัวจะออกไปหาและนำมาส่งจำหน่ายให้กับแพรับซื้อกิโลกรัมละ 20 บาท สร้างรายได้ต่อวันไม่น้อย
นางสมจิต ดีชู ระบุว่า รายได้ต่อวันในการหาปลาชนิดนี้ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากสูงถึง 3 พันบาท นอกจากการส่งจำหน่ายให้กับแพแล้วยังมีการนำไปแปรรูปได้อีกหลากหลายในอำเภอใกล้เคียง เป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งมีฐานะยากจนอยู่แล้ว ได้เพิ่มรายได้ด้วยปลาชนิดนี้
และยังยอมรับว่าในพื้นที่ของชลประทานน้ำเค็มนั้น มีคนเคยมีแนวคิดจะนำกากชามาเบื่อปลา หากทำเช่นนั้นจะทำให้สัตว์น้ำอื่นตายไปหมดด้วย จึงขอร้องว่าไม่ว่าจะจับกันอย่างไรได้หมด แต่อย่าวางกากชาเบื่อปลาเหล่านี้ และที่จะมาจับกันในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 นี้ก็ยินดี และยอมรับว่าในแหล่งน้ำขนาดใหญ่เช่นนี้ โอกาสที่จะได้ปลาชนิดอื่นนั้นน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยนอกจากปลาหมอคางดำเต็มพื้นที่

ขณะที่ทีมจับปลาในเครือข่ายระบุเพิ่มเติมว่า แปลกใจที่ในลำคลองสาธารณะที่มีปลาชนิดนี้ระบาดอยู่มากชาวบ้านพร้อมเข้าไปจับมาขายมาแปรรูปกลับมีคนบางกลุ่มได้เข้ามาไล่ และห้ามไม่ให้มีการจับในหลายจุดของตำบลขนาบนาค ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น อ้างว่าปลาทำลายระบบนิเวศ แต่ทำไมไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปจับ และยังห่วงว่ากิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ก.ค. 67 ที่จะถึงนี้ ที่จะรับซื้อในราคาแค่ 14 บาทเท่านั้น แต่เมื่อชาวบ้านจับตามคำสั่งซื้อจะได้สูงถึง 20 บาท ทำให้ขาดแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม