สมาคมประมงสงขลา เผยวิกฤตน้ำมันเริ่มกระทบต้นทุนภาคประมง เสี่ยงเรือหยุดออกทะเล กระทบห่วงโซ่อุปทานและราคาสัตว์น้ำในตลาด
รายงานข่าวจากประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคการประมง โดยระบุว่าขณะนี้ราคาน้ำมันเขียวซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการทำประมง ปรับตัวสูงขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จากเดิมลิตรละประมาณ 18 บาท เพิ่มขึ้นเป็นลิตรละกว่า 40 บาท ขณะที่ต้นทุนอื่น อาทิ ค่าแรงงานและค่าซ่อมบำรุงยังคงอยู่ในระดับเดิม ส่งผลให้ชาวประมงต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกรงเกินศักยภาพในการดำเนินกิจการ
ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น แต่โครงสร้างราคาสัตว์น้ำหน้าท่าเทียบเรือประมงสงขลา ยังคงยึดราคาเดิมตามราคากลาง ชาวประมงไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ สวนทางราคาอาหารทะเลในตลาดปลายทางซึ่งปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านราคา และความไม่สมดุลในการประกอบอาชีพ ชาวประมงบางส่วนต้องนำสัตว์น้ำที่จับได้ไปจำหน่ายยังพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร หรือสมุทรสงคราม รวมถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการอิงราคาตามค่าครองชีพจริง และให้ราคาสูงกว่าในพื้นที่ถึงร้อยละ 100
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดสงขลา ปัจจุบันมีเรือประมงขึ้นทะเบียนอยู่เกือบ 200 ลำ มีความต้องการใช้น้ำมันรวมมากกว่า 2 ล้านลิตรต่อเดือน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เรือจับปลาหน้าดิน และเรืออวนปลาทู ซึ่งต้องเดินเครื่องยนต์ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่เรือไดหมึกยังสามารถประคับประคองตัวได้ เนื่องจากสามารถใช้วิธีจอดลอยลำเพื่อลดการใช้น้ำมัน ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงปลายเดือนมีนาคม เรือประมงส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับเข้าฝั่งเพื่อจอดพัก เนื่องจากน้ำมันที่มีอยู่ใกล้หมด และไม่คุ้มค่าต่อการออกเรือภายใต้ภาวะขาดทุน
นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา ยังระบุว่า วิกฤตดังกล่าวจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเมื่อเรือประมงหยุดออกทะเล จะทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้ราคาสัตว์น้ำปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ขณะเดียวกัน ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่สามารถปรับเพิ่มได้ตามกลไกต้นทุน เนื่องจากชาวประมงไม่ใช่ผู้กำหนดราคา ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานในอนาคต กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภาคประมงทั้งหมด
ในส่วนของแนวทางแก้ไข จากการหารือกับภาครัฐ ได้มีข้อเสนอให้ผู้ประกอบการประมงหันมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีส่วนผสมของไบโอดีเซลร้อยละ 20 และมีราคาถูกกว่าน้ำมันทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม สมาคมประมง และชาวประมงเองก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเครื่องยนต์เรือ เนื่องจากเรือส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B20 อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวฉีดและระบบกรองเชื้อเพลิง อีกทั้งหากต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุน และหากต้องกลับไปใช้น้ำมันเขียว (D7) ในอนาคต ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับระบบอีกครั้ง
นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกอบการประมงหากเป็นผู้ที่มีเรือเพียงลำเดียวอาจต้องพิจารณาจอดเรือชั่วคราวเพื่อลดการขาดทุน ส่วนผู้ที่มีเรือหลายลำควรบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายการทำประมงในหลายประเภทสัตว์น้ำ หรือใช้วิธีถัวเฉลี่ยรายได้ เพื่อให้สามารถประคับประคองธุรกิจได้ในช่วงวิกฤต พร้อมกันนี้ สมาคมประมงจังหวัดสงขลาได้เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาปรับโครงสร้างราคาสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพของภาคการประมงให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว