ในบรรดา สว.ชุดใหม่ 200 คน มี 3 คนที่ถูกจับตามองว่าเป็น “แคนดิเดต” ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา
แม้นาทีนี้มี สว.กลุ่มอิสระที่ใช้สรรพนามเรียกขานว่า “สว.สีขาว” ขอแชร์ส่วนแบ่งเก้าอี้
หนึ่ง มงคล สุระสัจจะ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง สว.จากจังหวัดบุรีรัมย์ จากกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
สอง พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. สว.จาก จ.สุราษฎร์ธานี จากกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
สาม บุญส่ง น้อยโสภณ อดีต กกต. สว.จาก จ.ระยอง
มงคล ไม่ฝันนั่งประธาน
หลังเกษียณอายุราชการที่กระทรวงมหาดไทย เขาลงทุนทำไร่ผลไม้ชื่อว่า “ไร่เพื่อนคุณ” ที่ จ.บุรีรัมย์ และเปิดศูนย์การเรียนรู้การเกษตร เขาจึงเป็นวิทยากรอบรมความรู้ให้เกษตรกร อีกด้านหนึ่งงานการเมือง ทำให้เขาไป ๆ กลับ ๆ ที่บ้านย่านเมืองเอกกับบุรีรัมย์ เมื่อต้องมาช่วยงานในฐานะประธานคณะทำงาน “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รมช.มหาดไทย มท.3 ในรัฐบาลประยุทธ์
แม้ว่าก่อนสมัคร สว.เพียง 1 สัปดาห์ เขาติดโควิด-19 ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ก็หายทันที่จะมาสมัคร สว. กลายเป็นแคนดิเดตประธาน สว.
ในวันรายงานตัววันแรก “มงคล” สวมเสื้อสีเหลืองมารายงานตัวเป็น สว. แต่ออกตัว “ไม่อยากให้สัมภาษณ์ตอนนี้”

“อยากขอเวลาเรียนรู้ก่อน เพราะผมถือว่ามาจากก้อนดินก้อนทราย เป็นลูกชาวบ้านธรรมดา การทำงานในครั้งนี้ต้องการทำหน้าที่เพื่อตอบแทน หลังจากก่อนหน้านี้ตนเป็นข้าราชการ เพราะผมอายุมากแล้ว”
“ส่วนตำแหน่งกระแสข่าวเรื่องการนั่งตำแหน่งประธานวุฒิสภานั้น ก็ทำให้ตนรู้สึกเครียด กดดัน ซึ่งการได้มาถึงจุดนี้ถือว่าเป็นบุญวาสนา”
“ผมเองยังใหม่มาก ยอมรับว่าตื่นเต้น ทำเดินไม่เป็นเลย”
เมื่อถามถึงกรณีที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตประธานวุฒิสภา นายมงคลถึงกับส่ายหน้า และระบุว่าไม่อยากให้สื่อขวางทาง ไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก ไม่ชอบแบบนี้
“ผมยังใหม่มาก เป็นครั้งแรกในชีวิตถือว่าใหม่มาก คงยังพูดอะไรไม่ได้ ผมไม่ทราบเลย เพราะไม่ได้คิด ไม่ได้ฝัน เรื่องนี้ยังคิดอะไรไม่ได้”

ความหนักใจของ “บิ๊กเกรียง”
บิ๊กเกรียง “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาค 4 ประกาศว่าเขาเป็น สว.น้ำเงินเข้ม แต่ไม่ได้หมายถึง สว.ที่สังกัดพรรคการเมือง
“ผมเป็นสีน้ำเงินเข้มอยู่แล้ว หมายถึงผมมาจากทหาร ยึดสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน และน้ำเงินแถบใหญ่มาก เป็นสีตรงกลางที่สำคัญมาก”
ส่วนเรื่องแคนดิเดตประธาน สว. เขายอมรับว่า “มีความหนักใจ และต้องขอขอบคุณสื่อที่เสนอว่าผมเป็น 1 ในแคนดิเดตประธานวุฒิสภา”
“แต่ความตั้งใจที่ตนเข้ามาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยากทำงานทางด้านความมั่นคง ในเรื่องของการด้านทหาร โดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ จะเอาประสบการณ์ องค์ความรู้ที่มีไปแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้”

“ทุกคนมีโอกาส (เป็นประธาน สว.) ทุกคนเป็นผู้มีองค์ความรู้ หลากหลายกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม เราจะเห็นว่ากระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมา ที่กำหนดมาใน 20 กลุ่มอาชีพ เป็นกลุ่มอาชีพที่มีความหลากหลายและมีประสบการณ์ในอาชีพของตนเอง ที่ก้าวเข้ามาดูแลอาชีพของตนเอง ในบริบทของการเป็น สว.”
ถ้าหากมีคนเสนอชื่อให้เป็นประธาน สว.จะทำอย่างไร พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า “แล้วแต่สมาชิกแต่ละคน ส่วนในความคิดของตนต่อผู้ที่จะเป็นประธานวุฒิสภา จะต้องมีความรอบรู้ทางด้านกฎหมาย มีวุฒิภาวะ และเป็นที่ยอมรับ”
สวด อิติปิโสฯ คถาเป็น สว.
ขณะที่ความสัมพันธ์กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เคยแต่งตั้งให้เขาเป็น “ประธานที่ปรึกษา มท.1” พล.อ.เกรียงไกรกล่าวว่า
“ผมไม่ได้ใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพียงแต่ว่าเป็นเพื่อนสนิทท่านอนุทิน ตั้งแต่สมัยเรียน วปอ.”
“จะเห็นได้ว่าตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุ ท่านอนุทินก็รีบลงไปดูแลเรื่องของการดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งตอนนั้นผมเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 อยู่ เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮ็อกตกที่จังหวัดสงขลา” พล.อ.เกรียงไกรกล่าว
“พล.อ.เกรียงไกร” เล่าว่า ตอนไปลาออกจากประธานที่ปรึกษา มท.1 “อนุทิน” ก็ไม่ทราบ
“ท่านไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร ผมไปลาออก ท่านอนุทินก็ไม่ทราบ แล้วถามว่า พี่เอาจริงหรือ ผมก็ตอบว่า ใช่…เอาแน่”

กับคำถามว่าได้รับแรงสนับสนุนจาก สว.สีน้ำเงินหรือไม่ เขากล่าวว่า “ไม่ครับ ที่ท่านว่าผมเป็น สว.สายสีน้ำเงิน ผมสายสีน้ำเงินเข้ม ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ เทิดทูนด้วยชีวิต”
พล.อ.เกรียงไกรยังยืนยันว่า ยังไม่มีใครยกหูโทรศัพท์ทาบทามให้เป็นประธานวุฒิสภา มีแต่สื่อนี่แหละ ขอบคุณมากที่สื่อให้ความไว้วางใจ หลังบ้านยังไม่มีใครติดต่อมา
“ผมเกิดที่สุราษฎร์ธานี แหล่งธรรมะ วันที่ขึ้น ฮ.ลืมสวดอิติปิโสฯ วันเลือก สว.พอจะเผลอหลับก็ท่องไปเรื่อย ๆ เพราะนั่งตั้งแต่ 8 โมงเช้ายันตี 4 ท่องไปหลายรอบทีเดียว” พล.อ.เกรียงไกรกล่าว

บุญส่ง พร้อมครับ
“พร้อมครับ” เป็นคำตอบของ “บุญส่ง น้อยโสภณ” อดีต กกต. เมื่อถูกถามว่าพร้อมหรือไม่ถ้าได้นั่งตำแหน่งประธาน สว. หรือ รองประธาน สว.
บุญส่งอธิบายเหตุผลว่า เพราะมีส่วนในการให้ความเห็นในการร่างกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อน
และในฐานะที่เคยเป็นผู้พิพากษา มาจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกทั้ง 5 ปีที่ผ่านมาได้เป็นที่ปรึกษานายศุภชัย สมเจริญ อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 จึงเข้าใจบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สว.ดี

ส่วนคุณสมบัติของคนที่มาเป็นประธานนั้น บุญส่งตอบว่าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมายก็ได้ เพราะระเบียบข้อบังคับการประชุมมีอยู่แล้ว ซึ่งต้องแม่นข้อบังคับ เพราะตีความได้ยาก ดังนั้น ประธานต้องเก่งและประนีประนอมได้ อย่าตัดบทในขณะที่สมาชิกอภิปราย ไม่เช่นนั้นจะทะเลาะกัน
ซึ่ง สว.มาจากหลากหลายกลุ่มการควบคุมก็จะยากขึ้น และเมื่อขึ้นทำหน้าที่ประธานจะมีเอกสารให้ดู จะมีเลขาฯ คอยส่งข้อมูลให้ ก็จะพูดตามนั้น แต่การควบคุมที่ประชุมก็อาจยากหน่อย เพราะ สว.มาจากหลายกลุ่ม
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 กำหนดหน้าที่ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภา
มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 มีหน้าที่และอํานาจดําเนินกิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รองประธานสภามีหน้าที่และอํานาจตามที่ประธานสภามอบหมาย และปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาเมื่อประธานสภาไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้