Skip to content

บอร์ดดิจิทัลวอลเลตชุดใหญ่ เคาะไม่ใช้เงิน ธ.ก.ส. โกงโครงการรัฐ ห้ามร่วม

15 ก.ค. 2567 | 12:41น.
บอร์ดดิจิทัลวอลเลตชุดใหญ่ เคาะไม่ใช้เงิน ธ.ก.ส. โกงโครงการรัฐ ห้ามร่วม

บอร์ดดิจิทัลวอลเลตชุดใหญ่ มติปรับเงินโครงการดิจิทัลวอลเลตเหลือ 4.5 แสนล้านบาท ไม่ใช้เงินธ.ก.ส.แล้ว ยันยังเป็นกรอบ 50 ล้านคนอยู่ เผยเบื้องต้นยังไม่ขยับไทม์ไลน์แจกเงินชัดเจน 24 ก.ค.นี้ พร้อมตัดสิทธิห้ามคนเคยโกงโครงการรัฐเข้าร่วม

วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 4/2567 ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในแหล่งที่มาของเงินใหม่

โดยสาเหตุที่ปรับเปลี่ยนเพราะได้ดำเนินการตามข้อห่วงใยของหน่วยงานตรวจสอบและไปดูแหล่งที่มาและกรอบวงเงินที่ตัวเลข 4.5 แสนล้าน และไม่มีการปรับขนาดโครงการยังเป็น 50 ล้านคน หากมีคนลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกว่าจะใช้กลไกในการบริหารเงินเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เข้ากับโครงการดิจิทัลวอลเลต

“เมื่อเราไปดู ไม่เคยมีโครงการไหนที่มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมเกินกว่า 70-90% การตั้งงบประมาณให้เพียงพอเหมาะ จึงเป็นแนวที่หน่วยงานตรวจสอบได้เคยให้ไว้ จึงตั้งงบประมาณวางไว้ว่าประมาณ 45 ล้านคน คือ 4.5 แสนล้าน นั่นคือ การเตรียมเงินไว้รองรับ แต่ยืนยันว่าขนาดโครงการยังเป็น 50 ล้านอยู่ หากมีคนลงทะเบียนน้อยกว่าคือมากกว่า รัฐก็จะใช้กลไกการบริหารงบประมาณเพื่อให้มีเงินทุกบาททุกสตางค์เพียงพอสําหรับการเข้าโครงการดิจิทัลวอลเลต” รมช.คลังกล่าว

สำหรับเรื่องตัวเงินที่เตรียมไว้น้อยลง ขอห่วงใยในการใช้เงินจากการดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ หรือผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามกฎหมายมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยไม่ใช้

สำหรับแหล่งเงินจากงบประมาณปี 2567 และปี 2568 มีดังนี้

การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 165,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท
  • ที่เหลืออีก 43,000 ล้านบาท ใช้วิธีการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายปี 2567

2.การบริหารงบประมาณรายจ่ายปี 2568 วงเงิน 285,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • งบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่ตั้งไว้แล้ว 152,700 ล้านบาท
  • ส่วนที่เหลืออีก 132,300 ล้านบาท ใช้วิธีการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายปี 2568

ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นเรื่องระบบการโอนเงิน จะต้องปลอดภัยและมั่นคง เรื่องนี้ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอในที่ประชุมแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน และอยู่ในกรอบความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของสินค้า Negative List บอร์ดได้เห็นชอบตามที่คณะอนุฯเสนอ แต่มีข้อสังเกตในที่ประชุมเปิดความยืดหยุ่นให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาตามความจำเป็น เหมาะสม เช่น สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มพิจารณา ที่ให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจาณาว่าเหมาะสมร่วมโครงการหรือไม่ นอกจากนี้มีข้อเสนอให้ตัดสิทธิกลุ่มที่เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการรัฐในอดีต เช่น มีการถูกเรียกเงินคืน ทั้งในส่วนร้านค้าและประชาชนออกไป

อย่างไรก็ตาม แม้แหล่งเงินทำโครงการจะมีการเปลี่ยนแปลง นายจุลพันธ์ยืนยันว่า ไทม์ไลน์โครงการยังอยู่ในกรอบเดิม คือ เงินถึงมือประชาชนในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยความชัดเจนทั้งหมดนายกฯจะมีการแถลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป