Skip to content

เทรนด์ Work-Life Balance ถูกดิสรัปต์ อาจต้อง Work Smart ถึงจะอยู่รอด

05 ส.ค. 2567 | 19:09น.
เทรนด์ Work-Life Balance ถูกดิสรัปต์ อาจต้อง Work Smart ถึงจะอยู่รอด

เมื่อเทรนด์ Work-Life Balance ถูกดิสรัปต์ เพราะอาจทำให้คนทำงานไปไม่รอดในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกน่าห่วง Jobsdb by SEEK แนะลอง Work Smart บริหารงานเป็น ชีวิตดี มีความสุข

จากกระแสที่เป็นไวรัลในไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้มีการถกเถียงบนโลกออนไลน์อย่างดุเดือดว่า มนุษย์ทำงานยุคนี้ควรจะให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ Work-Life Balance เพื่อรักษาสมดุลของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้ได้มากที่สุด หรือต้อง Work Hard To Survive เพื่อสร้างผลงานที่ดีที่สุดให้องค์กรเห็นถึงคุณค่าในตัวเรา จะได้อยู่รอดปลอดภัยในสภาวะที่เศรฐกิจโลกน่าเป็นกังวลแบบนี้

Jobsdb by SEEK ได้ทำบทความแนะนำว่า แท้จริงแล้วการทำงานแบบ Work-Life Balance หากมีการทำงานภายใต้การวางแผนที่ดี เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบระยะเวลาที่เหมาะสม จนสามารถแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ หรือใช้เวลากับคนที่รักได้ โดยวิธีการทำงานแบบนี้ เรียกว่า “Work Smart”

“ดวงพร พรหมอ่อน” กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ได้ออกมาเผยมุมมองว่า Work-Life Balance เป็นแนวคิดที่คนทำงานมองว่าเราไม่ควรทำงานหนักจนตัวตาย แต่ก็ไม่ได้หมายถึงการทำงานแค่อาทิตย์ละ 2-3 วัน

ซึ่งการ Work-Life Balance ให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คนทำงานต้องตอบโจทย์องค์กรให้ได้ด้วยการวางแผนว่าจะ Work-Life Balance อย่างไรที่สามารถอยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และเป็นที่ต้องการขององค์กร

ต้องวางแผนการทำงานเป็น โดยทำงานภายในระยะเวลากำหนด พร้อมทั้งผลิตผลงานอย่างมีประสิทธิภาพตามที่องค์กรวางเป้าหมายไว้ ทำให้มีเวลาไปดูแลครอบครัว ดูแลตัวเอง ได้อย่างที่ใจต้องการ เราเรียกการทำงานแบบนี้ว่า Work Smart

ดังนั้น Jobsdb by SEEK จึงอยากจะแชร์ความแตกต่าง ข้อดี ข้อเสียของการทำงานใน 2 รูปแบบ นั่นคือ Work Smart และ Work Hard ให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์ว่าอยู่ในกลุ่มทำงานรูปแบบใด รวมถึงหากอยากจะปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเองควรจะเริ่มปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ได้มากที่สุด

วิธีทำงานสไตล์ Work Hard

1. เลิกงานดึก/เป็นคนสุดท้าย

ในขณะที่คนทำงานคนอื่น ๆ ต่างทยอยกันกลับบ้าน เมื่อถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่คนทำงานแบบ Work Hard จะยังคงนั่งปั่นงานต่อไปเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกว่ามีงานเยอะจ่อรอต่อคิวอยู่ตลอดเวลา ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ ก็จะมีงานชิ้นอื่น ๆ ต่อคิวให้ทำอีกหลายชิ้น

2. หอบงานกลับบ้าน

ถึงแม้จะอยู่ทำงานที่ออฟฟิศจนดึกดึ่นแล้วก็ตาม แต่งานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ คนทำงานแบบ Work Hard จึงต้องหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากช่วงไหนงานยุ่งมาก ๆ คนในบ้านอาจจะได้เห็นภาพคุณกำลังนั่งทำงานที่บ้านในวันเสาร์ อาทิตย์อยู่

3. ทุ่มเทเพื่องาน

คนทำงานแบบ Work Hard จะทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ถ้างานยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ก็จะยังคงทำงานต่อไป เพื่อให้งานลุล่วงไปได้ คุณจะขอทุ่มให้เต็มที่ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไรก็ตาม

“สำหรับผลจากการทำงานแบบ Work Hard แน่นอนว่างานจะสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เพราะคุณได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจกับมันอย่างเต็มที่ ทำให้คุณได้รับความไว้วางใจและได้รับคำชื่นชมมากมายทั้งจากหัวหน้าและสมาชิกอื่น ๆ ในทีม นำไปสู่เส้นทางการเติบโตที่สดใสในหน้าที่การงาน สอดคล้องกับประโยคสุดคลาสสิก ‘เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า’ อย่างแท้จริง” ดวงพรกล่าว

แต่ Jobsdb by SEEK เน้นย้ำว่า สุขภาพทั้งกายและใจ และคนที่คุณรักก็สำคัญไม่แพ้งาน การแบ่งเวลาเพื่อทำในสิ่งที่ชอบ การดูแลตัวเองและการใช้เวลากับเพื่อนหรือคนในครอบครัว เป็นกิจกรรมชุบชูจิตใจที่ทำให้เราได้ชาร์จพลัง เพื่อให้มีแรงฮึดสู้กับทุก ๆ ภาระงานที่เราต้องรับผิดชอบได้เป็นอย่างดี

หากคุณเป็นสาย Work Smart

1. เลิกงานตามเวลา

เวลางาน คือ เวลางาน เมื่อหมดเวลาทำงานต้องออกไปใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมที่สนใจ ซึ่งการกลับบ้านตรงเวลา ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนไม่ใส่ใจการทำงาน เพราะก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากออฟฟิศ คนทำงานแบบ Work Smart ได้คิดมาแล้วว่า สามารถจัดสรรบริหารเวลาระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้อย่างสมดุล

2. วางแผนงานเป็นระบบ

ไม่ใช่แค่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ทุกอย่างที่ทำล้วนผ่านการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบมาแล้ว เมื่อได้รับมอบหมายงานมา คนทำงานแบบ Work Smart มักจะนำมาวิเคราะห์ จัดเรียงลำดับความสำคัญของงาน กำหนดเวลาทำงานและวันส่งงาน จะได้รู้ว่างานอะไรที่ต้องทำก่อนหรือทำหลัง เพื่อให้งานเสร็จแต่ไม่กระทบกับชีวิตส่วนตัวนั่นเอง

3. เวลางานทำงานเต็มที่

มนุษย์ทำงานสาย Work Smart จะเต็มที่กับการทำงานมาก เพื่อให้งานแต่ละชิ้นสำเร็จตามระยะเวลาทำงานและวันส่งงานที่ได้กำหนดไว้ หากเต็มที่กับเวลางานแล้ว จะได้เต็มที่กับเวลาส่วนตัวเช่นกัน

4. รู้จักใช้ตัวช่วยอย่างชาญฉลาด

ในยุคที่ทุกคนต่างพึ่งพาความสามารถของ AI ทั้งในการทำงานและในชีวิตประจำวัน มนุษย์สาย Work Smart ก็สามารถที่จะนำ AI มาปรับใช้กับภาระงานได้อย่างเป็นประโยชน์และชาญฉลาด ถือเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กับการได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุก ๆ งาน

จะเห็นได้ว่าหากทุก ๆ สเต็ปในการทำงานของมนุษย์ทำงานสาย Work Smart ผ่านการคิดและวางแผนมาอย่างถี่ถ้วน พร้อมความรู้ที่คุณสามารถนำเทคโนโลยีที่จะช่วยมาทุ่นแรงและประหยัดเวลามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มนุษย์ทำงานสาย Work Smart สามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุด จนนำไปสู่อนาคตที่สดใสในเส้นทางอาชีพได้เช่นเดียวกันกับสาย Work Hard

แต่มนุษย์ทำงานสาย Work Smart มีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับไปพักผ่อนหรือไปหากิจกรรมพัฒนาตัวเองด้านอื่น ๆ อีกทั้งยังลดโอกาสที่จะเกิดความเครียดสะสมจากการทำงานได้มากกว่าด้วย เพราะบริหารงานเป็น ชีวิตดี มีความสุข นั่นเอง

สุดท้ายนี้เราทุกคนต่างรู้กันดีว่า ไม่ได้มีการทำงานแบบใดที่ดีที่สุด ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างที่ทำงาน ลักษณะงาน และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าการทำงานแบบไหนที่จะตอบโจทย์กับบริบทและช่วงเวลานั้น ๆ ในชีวิตได้มากที่สุด เพียงแค่อย่าลืมคำนึงถึงสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

JobsDB Work Life Balance