ดอลลาร์ผันผวน จับตาการเคลื่อนไหวราคาทองคำ และค่าเงินเยน
ธนบัตร U.S.dollar banknotes
ดอลลาร์ผันผวน จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ จับตาการเคลื่อนไหวราคาทองคำ และค่าเงินเยน ขณะที่นักลงทุนคาดเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้
วันที่ 6 สิงหาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 35.45/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (6/8) ที่ระดับ 35.19/20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวเทียบเงินสกุลหลักเช้านี้ หลัง Dollar Index ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 102.85 โดยก่อนหน้า ดอลลาร์ร่วงลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีก่อนที่จะฟื้นตัวเช้าวันนี้ จากแรงซื้อกลับทำกำไรระยะสั้นและอานิสงส์จากการปรับตัวผันผวนขึ้นลงของเงินเยน
ในด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.0 ในเดือน ก.ค. จากระดับ 55.3 ในเดือน มิ.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน แม้ว่าความเชื่อมั่นในในภาคธุรกิจแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ทั้งนี้ดัชนี PMI ยังคงสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวในภาคบริการของสหรัฐ
ด้านสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.4 ในเดือน ก.ค. โดยฟื้นตัวขึ้นจากระดับ 48.8 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 51.0 โดยได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ทั้งนี้ดัชนีปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคบริการ หลังจากอยู่ในภาวะหดตัวในเดือน มิ.ย. เมื่อวันศุกร์
อย่างไรก็ดี ปัจจัยการคาดการณ์แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ยังคงเป็นปรเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการซื้อขายในตลาดช่วงนี้ ซึ่งนักลงทุนเทน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอเมื่อวันศุกร์ (2/8)
โดยคาดว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.25% จำนวน 1 ครั้ง รวมเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะระดับ 4.00-4.25% ในช่วงสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%
นอกจากนี้ นายออสแตน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เฟดควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้
สำหรับปัจจัยในประเทศ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ก.ค. 67 อยู่ที่ 57.7 ลดลงจาก 58.9 ในเดือน มิ.ย. 67 โดยปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 66 เป็นต้นมา
เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะตัดสินเรื่องการยุบพรรคก้าวไกลและความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีอย่างไร ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต และกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัวและฟื้นตัวช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน
ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน และผู้บริโภคยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อบานปลาย อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.37-35.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.49/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวของเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/8) ที่ระดับ 1.0961/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (5/8) ที่ระดับ 1.0948/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ ไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0908-1.0963 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0913/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/8) ที่ระดับ 145.07/11 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (5/8) ที่ระดับ 142.19/23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวานนี้ (5/8) การเปิดเผยรายงานประชุม BOJ เดือน มิ.ย.ชี้กรรมการบางส่วนกังวลเยนอ่อน กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยชี้ว่าส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้ออาจสูงเกินเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้
รายงานการประชุมระบุว่า “กรรมการเห็นพ้องกันว่า การอ่อนค่าลงของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และ BOJ ต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดในการกำหนดนโยบายการเงิน ” โดยกรรมการบางท่านในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ BOJ ทั้ง 9 ท่านกล่าวว่า BOJ ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงเกินเป้าหมายในอนาคต
ซึ่งการหารือดังกล่าวตอกย้ำว่า การอ่อนค่าของเงินเยนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุม BOJ เดือน มิ.ย. และนำไปสู่การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. แม้ว่า BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือน มิ.ย. แต่การประชุมเดือน ก.ค. BOJ ได้ตัดสินใจวางแนวทางการทยอยลดวงเงินซื้อพันธบัตรลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.63-146.36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 144.75/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือน มิ.ย., ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน เยอรมนีและอียูเดือน มิ.ย., ยอดนำเข้า-ส่งออก และดุลการค้าสหรัฐ เดือน มิ.ย. (6/8), ยอดนำเข้า-ส่งออกและดุลการค้าเยอรมนีเดือน มิ.ย.,
ดัชนีราคาบ้านเดือน ก.ค.จากฮาลิแฟกซ์ของอังกฤษ (7/8), ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน มิ.ย.ญี่ปุ่น, ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ก.ค. ออสเตรเลีย, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (8/8), อัตราว่างงานไตรมาส 2/2567 ของฝรั่งเศส และอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ค. (9/8)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.1/-9.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13.4/-12.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ