สัมภาษณ์พิเศษ
ที่ผ่านมาถึงแม้อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยจะประสบปัญหารุมเร้าจากสถานการณ์โควิด-19 และถูกดิสรัปต์จากสื่อต่าง ๆ จนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งผู้รับใบอนุญาต บุคลากร ผู้ผลิตรายการ ฯลฯ ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง แต่ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่สามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ต่างก็หันมาปรับตัวและผลิตคอนเทนต์เพื่อให้กระจายไปได้หลากหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น
ในงาน 1 ทศวรรษทีวีดิจิทัล “Beyond the Next Step” ของสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) และช่องทีวีสาธารณะ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ณฐกฤต วรรณภิญโญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) ถึงแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมทีวีไทยในมุมมองของผู้ผลิตคอนเทนต์ รวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานจากนี้ไป
อุตฯทีวีไทยยังไปได้
“ณฐกฤต” เล่าว่า ที่ผ่านมาผมมักจะโดนถามคำถามจากคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมทีวีไทยว่า “อุตสาหกรรมนี้จะถึงขั้นวิกฤตไหม” “เราจะทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปได้หรือเปล่า”
ซึ่งในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์มานานกว่า 30 ปี ไม่ว่าจะทั้งในส่วนของรายการวาไรตี้ รายการเรียลิตี้โชว์ และละคร ผมมองว่ามีช่องว่างและโอกาสให้เราสามารถส่งคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่ผลิตในไทยออกไปสู่ตลาดโลกได้ เพียงแต่วันนี้เราพยายามทำอยู่คนเดียว หากมีใครเข้ามาช่วยส่งเสริม ผมก็เชื่อว่าเราจะไปได้อีกไกล
Next Step “วาไรตี้คอนเทนต์”
“โดยวันนี้ถ้าดูในส่วนของการผลิตวาไรตี้คอนเทนต์ 2 สิ่งที่ควรจะโฟกัสและพัฒนาเพื่อให้สามารถเติบโตต่อไปได้ในอนาคต คือ Product หรือเนื้อหาคอนเทนต์ เนื่องจากผมมองว่าตัวคอนเทนต์ที่อยู่บนทีวีมันเป็นคอนเทนต์ที่มีความพรีเมี่ยมในตัวมันเองอยู่แล้ว เพียงแค่เราจะต้องพัฒนาและหามูลค่าเพิ่มในตัววาไรตี้คอนเทนต์อย่างไรให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งถือเป็นโจทย์หลักที่เรากำลังเผชิญอยู่”
รวมถึงเรื่องของ Market เราเองก็จะต้องมองหาโอกาสในตลาดอยู่ตลอดเวลา และต้องมองให้กว้างขึ้นว่าคอนเทนต์ที่จะผลิต 1 ชิ้น จะต้องสามารถนำไปเพิ่มรายได้ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้ เช่น YouTube, Facebook และ TikTok เป็นต้น เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันตลาดเปลี่ยนไปเยอะ วิธีการซื้อขายก็เปลี่ยนไป ฉะนั้นลำพังแค่รายได้จากการโฆษณาที่จะมาซัพพอร์ตมันอาจจะไม่เพียงพอ รวมถึงเราก็ต้องใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารไปยังแฟน ๆ รายการของเราด้วย เพราะเมื่อเรามีแฟนของรายการ ผมเชื่อว่าตรงนั้นจะมีมูลค่า
ขณะที่ในส่วนของ IP ที่เป็นลิขสิทธิ์ของรายการ ถ้าเราผลิตรายการขึ้นมาเอง ควรจะต้องตั้งโจทย์ระดับ Global ก่อน ว่าเราจะผลิตงาน Local ให้สามารถไปตอบโจทย์ Global ได้อย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเราทำได้จะสามารถก่อให้เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันเรามีอยู่ประมาณ 7-8 IP ทั้งละครและรายการ
หา Revenue Streams ใหม่
“ณฐกฤต” เล่าต่อว่า อีกส่วนสำคัญที่ทราบกันดี คือ อุตสาหกรรมทีวีไทยเราถูก Disrupted มานาน จนตลาดถูกแบ่งเป็นเซ็กเมนต์ต่าง ๆ ตามความสนใจของคนดู ซึ่งคนดูที่สนใจคอนเทนต์นี้ก็อาจจะไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เขามีความสะดวกสบายที่จะเข้าถึง
ประกอบกับการเข้ามาของ User Generated Content ที่ทุกคนสามารถทำคอนเทนต์ได้ ก็เป็นอีกตัวแปรที่ดึงคนดูออกไปจากทีวี ทำให้ที่ผ่านมาเราจะเห็นการใช้เงินของเอเยนซี่ หรือของลูกค้าของเรา กระจายออกไปตามกลุ่มต่าง ๆ ไม่ไปกองอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้นแล้วเราก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนท่าใหม่ เพื่อให้สามารถสู้กับความท้าทายในปัจจุบันได้
โดยกระบวนท่าแรกที่ควรจะปรับ คือ การมองหา Revenue Streams ใหม่ ๆ เพราะเวลาทำรายการวาไรตี้คอนเทนต์มันจะซ้ำไปเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งอันนี้เราจะทำยังไงให้สิ่งที่เราพูดซ้ำในแต่ละสัปดาห์ ให้มันสามารถเกิดเป็นคอมมิวนิตี้ที่สนใจเรื่องที่เรากำลังจะพูดได้จริง ๆ เช่น มันจะมี Activity อะไรที่เกิดขึ้นกับคอมมิวนิตี้นั้นได้บ้างไหม หรือมี Exclusivity ให้กับเขาเพื่อแลกกลับมาเป็นรายได้ได้หรือไม่
สมัยก่อนตอนเราทำรายการ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องนี้เท่าไหร่ คิดเพียงว่าจะทำรายการยังไงให้มีคนดูเยอะ ๆ ทำยังไงให้รายการสนุก แต่ในปัจจุบันมันจำเป็นจะต้องมีโอกาสอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งคอมมิวนิตี้คืเรื่องสำคัญมาก ผมเชื่อว่าคอนเทนต์ที่พูดกับคนที่อยากฟัง มันจะทำให้เรามี Potential ในการสร้างคอมมิวนิตี้นี้จริง ๆ
คอนเทนต์ต้องไปได้ทุกช่องทาง
ขณะที่กระบวนท่าที่สอง คือ เราต้องยอมรับการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะทั้งโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม ฯลฯ และใช้โอกาสนี้ขยายโอกาสทางคอนเทนต์ของเราให้ไปได้ทุกช่องทาง โดยเบื้องต้นเราจะต้อง Adaptation หรือต้องปรับรูปแบบภาพ รูปแบบเสียง เพื่อให้คอนเทนต์สามารถ Spin-off ไปแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ เช่น รายการเทคมีเอาท์ไทยแลนด์ ที่เราทำมา 10 กว่าปี แล้วมันก็เกิดลูกเกิดหลานจากคอนเทนต์หลักอย่าง “เทคกายเอาท์” ที่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของรายการเทคมีเอาท์ที่นำไปต่อยอดและอยู่ใน OTT
โดยทุกวันนี้เราจะเริ่มเห็นหลาย ๆ แพลตฟอร์ม OTT ที่เริ่มสนใจตัวรายการ เหมือนอย่างของทางช่อง one31 รายการ รู้ไหมใครโสด ทาง Netflix ก็เอาไปออกอากาศ หรือแม้กระทั่ง Shark Tank TH ก็จะมีโอกาสได้ไปอยู่ใน Netflix เช่นกัน เพราะงั้นก็แสดงว่า ตัว OTT สนใจศักยภาพในการทำตัวรายการของเราแล้ว ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่ดีในอนาคต
เน้นเป็น Communicator
“ณฐกฤต” อธิบายต่อว่า ส่วนกระบวนท่าสุดท้ายที่ผมอยากจะสะท้อนภาพให้เห็นว่า นี่คือสิ่งที่เราพยายามปรับตัว แล้วก็พยายามจะทำ คือ เราพยายามคุยกับลูกค้าแบบที่เราเป็น Communicator ที่ไม่ได้พยายามแค่จะขาย Inventory รายการที่เรามีเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคุยกันแค่นี้ ผมเชื่อว่ามันก็คงจะยากที่ลูกค้าจะเจียดเงินจากหลาย ๆ ที่มาอยู่กับเรา
ดังนั้น เราจะต้องคุยกับลูกค้าแบบที่เราอยากจะเข้าใจจริง ๆ ว่าเขาจะทำอะไร ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ร่วมมือกับทินเดอร์ (Tinder) เนื่องจากเรามีมิชชั่นเดียวกัน เวลาจะคุยกันเราก็จะไม่ได้พูดคุยว่าเรามี Inventory อะไรที่จะขายทินเดอร์ แต่เราอยากรู้ว่า ทินเดอร์มี Business Objective อะไร และอยากได้อะไร
ซึ่งแน่นอนพอคุยกันแบบนี้ ผมก็รู้ว่าเขาอยากได้คนดาวน์โหลด ซึ่ง Marketing Objective ของเขาก็คือ สื่อสารยังไงก็ได้ให้ทินเดอร์เข้าถึงคนหมู่มากมากขึ้น เพราะฉะนั้นพอย้อนกลับไปตอนที่เราเสนอขายแพ็กต่าง ๆ หรือเซอร์วิสต่าง ๆ ที่เราทำให้ลูกค้าในสมัยก่อน
ตอนนี้เราปรับเปลี่ยนมาคุยในมุมที่ว่าเราจะทำยอดดาวน์โหลดให้เขาได้อย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเราได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากสิ่งที่ผมสะท้อนออกมาในฐานะผู้ผลิตคนหนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ หากอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็เชื่อว่า รูปแบบอุตสาหกรรมบันเทิง เนื้อหาคอนเทนต์ของเราจะเดินทางไปได้ไกล และทำกำไรให้กับประเทศได้อีกมาก
มุ่งผลิตละคร-รายการส่งออก
“ณฐกฤต” กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินงานจากนี้ในพาร์ตของการผลิตละคร เรายังคงพยายามผลิตละครต่าง ๆ ที่มองว่าจะสามารถขายได้ในต่างประเทศ เหมือนอย่าง “ทริอาช The Series” ที่เป็นซีรีส์วายที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องความรักของตัวละคร แต่จะมีการสอดแทรกเรื่องราวต่าง ๆ และความเป็นเอกลักษณ์ของทีวี ธันเดอร์ เข้าไปให้ตัวละครมีความน่าติดตามมากขึ้น
ขณะที่ในส่วนของการผลิตรายการในปีนี้ยังไม่มีแผนที่จะลอนช์รายการใหม่ แต่จะเน้นไปที่การปรับปรุงรายการ อย่างรายการ “หอมหอย” ที่อยู่ในช่วงตอนเช้าให้สามารถสร้างคอมมิวนิตี้ได้ โดยสิ้นปี 2567 คาดว่าบริษัทจะมีรายได้แตะ 200 ล้านบาท จากปีก่อนหน้ามีรายได้อยู่ที่ 196 ล้านบาท