ธนาคารไทยพาณิชย์ รับเข้มปล่อยสินเชื่อใหม่-คุมคุณภาพสินเชื่อ คาดหนี้เสียบริหารจัดการได้ มองธุรกิจแบงก์ครึ่งปีหลังยังเติบโตได้สอดคล้องจีดีพีโต 2.5% เน้นเจาะกลุ่มอิงท่องเที่ยว-อาหาร-บ้านราคาสูง พร้อมเดินหน้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวภายสิ้นปี’67 แตะ 1.2 แสนล้านบาท แนะนโยบายรัฐต้องมีมาตรการระยะสั้น-ระยะยาว
วันที่ 3 กันยายน 2567 นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ธนาคารประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัว 2.5% หากมองปัจจัยพื้นฐานถือว่าเศรษฐกิจยังเติบโตดี และดีกว่าในหลายประเทศ
อย่างไรก็ดี ยังคงมีทั้งปัจจัยเสี่ยงและโอกาสในทำธุรกิจ โดยโอกาส คือ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวและคาดว่าจะขยายตัวมากขึ้นเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว High Season ขณะที่ การส่งออกจะเห็นว่ามีหลายเซ็กเตอร์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีความท้าทาย
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงจะมีอยู่ 3-4 ด้าน คือ 1.ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มีการแบ่งขั้วการค้า 2.ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งยังอยู่ในอัตราการบริหารจัดการได้ 3.การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
ดังนั้น ภาพรวมในแง่การปล่อยสินเชื่อใหม่ธนาคารมีความระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปลายปีก่อน โดยยังคงเป้าหมายการเติบโต Low Single Digit เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ายังคงมีบางเซ็กเมนต์ที่ยังมีศักยภาพและการเติบโตอยู่ เช่น กลุ่มสินเชื่อบ้านที่มีมูลค่าสูง กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และอาหาร เป็นต้น
นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Green Loan) ธนาคารให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อภายใน 3 ปี นับตั้งแต่ 2566-2568 อยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ปัจจุบันสามารถปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปี 2567 จะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นสิ่งที่ทุกธนาคารให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ โดยธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มตั้งแต่ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และดูแลพอร์ตสินเชื่อเดิมที่มีอยู่ มีการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการบริหารจัดการผ่านการตัดขายหนี้เข้มข้นขึ้น ทำให้ไม่เกิดเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ
“ปัญหาหนี้เสียสถานการณ์คงไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราดู คือ Stage 1 และ Stage 2 เป็นสำคัญ แต่ส่วนใหญ่หนี้ที่มีส่วนใหญ่เกิดจากของเก่าตั้งแต่ในช่วงโควิด-19 ซึ่งธนาคารก็เข้าไปช่วยเหลือหลายระดับ ทั้งในการส่วนปรับโครงสร้างหนี้ และพยายามประคอง“
นายกฤษณ์กล่าวถึงแนวนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีการแถลงนโยบายเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจุดที่สำคัญคือหลังจากกระตุ้นแล้ว มาตรการระยะกลางและยาวเพื่อต่อยอดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่ากับเงินที่ใช้ไป และเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตซึ่งควรจะเป็นมาตรการเฉพาะจุด ไม่ใช่ในวงกว้างมาก ๆ
“เราไม่อยากให้มาตรการกระตุ้นเป็นแค่จุดพลุวูบเดียวก็หายไป แต่ต้องมี 2 มี 3 ต่อไปด้วยว่าจะต่อยอดไปอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดช่วยลดความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่จุดพลุแป๊บเดียวก็จบไป”